Friday, 27 January 2012

St. Marc Café no Chococro サンマルクカフェのチョコクロ

สวัสดีค่ะ พิมมิยะมาชวนคุณผู้อ่านไปชิมของอร่อยในญี่ปุ่นอีกแล้ว อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ ครั้งนี้เป็นครัวซองท์ร้านโปรดของพิมมิยะที่มักจะซื้อใส่กล่องกลับไปเป็นอาหารเช้าที่บ้านอยู่บ่อยๆ หลายคนคงรู้จักร้านนี้ดี ชื่อร้าน St. Marc Café ส่วนสินค้าขายดีของเค้าใช้ชื่อว่า Chococro ชื่อนี้มีที่มาจากการที่คนญี่ปุ่นชอบบัญญัติศัพท์ใหม่โดยเอาคำมาตัดให้สั้นลงแล้วผสมกัน อย่างคำนี้ก็มาจาก chocolate + croissant นั่นเองค่ะ


เจ้า Chococro นี่เป็นพระเอกของทางร้านเค้าเลยค่ะ มีขายกันตลอดทั้งปี เป็นครัวซองท์ไส้ชอคโกแลตสมชื่อ กลิ่นหอมเนย อบกันใหม่ๆตลอดทั้งวัน ด้านนอกกรอบได้ใจ แถมยังโรยด้วยอัลมอนด์ ส่วนด้านในจะไม่ใช่แนวชอคโกแลตเยิ้มๆนะคะ แต่เป็นชอคโกแลตแท่งโต ถ้าใครได้ชิมจะรู้ว่าเป็นแท่งจริงๆ ไส้ชอคโกแลตเค้าไม่หวานมากด้วยค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีครัวซองท์ไส้หวานที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆในแต่ละช่วง อย่างอันนี้เป็นไส้สตรอว์เบอร์รี่ มีขายช่วงฤดูใบไม้ผลิ เป็นรสที่พิมมิยะชอบที่สุด สั่งมาทานคู่กับนมสตอรว์เบอร์รี่ อร่อยมากๆค่ะ ไม่ได้ สะ-ตอ เลยนะคะ อยากกลับไปกินอีกจังเลยน้า





ไส้กล้วยหอมชอคโกแลตก็อร่อยค่ะ


อันนี้กำลังวางขายอยู่ช่วงนี้ ไส้ Tiramisu อร่อยมากอีกแล้ว





ให้ไส้มาเยอะมาก ถูกใจจริงๆ





อีกอันที่อร่อยแต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ คือไส้ White chocolate ค่ะ

ถ้านั่งรับประทานในร้าน แบบเสิร์ฟพร้อมไอศครีมก็มีนะคะ เรียกว่า Chococro ichigo parfait (ichigo แปลว่า strawberry ค่ะ) ให้ครัวซองท์มา 2 ชิ้น เล่นเอาจุก ตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี่สด รสชาติออกเปรี้ยวๆ ตัดความหวานของครัวซองท์ชอคโกแลตกับไอศครีมวานิลลาได้เป็นอย่างดี


ส่วนไส้ที่พิมมิยะว่าไม่ค่อยอร่อยก็มีไส้ Pudding แล้วก็ไส้นม เพราะไม่อร่อยเลยไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้
ใครที่ไม่ชอบครัวซองท์แบบหวานๆ ทางร้านเค้าก็มีของคาวให้เลือกด้วย ไม่ว่าจะเป็นครัวซองท์ไส้กรอก ครัวซองท์แฮมชีส ไปจนถึงพิซซ่า เบอร์เกอร์ต่างๆ แล้วก็ใครที่ชอบจิบกาแฟพร้อมละเลียดครัวซองท์ เค้าก็มีแบบเซตให้เลือกด้วยนะคะ เชิญชมเมนูได้ในเว็บไซต์ของทางร้าน St. Marc Café ได้เลยค่ะ สาขาของร้านนี้มีเยอะมาก โดยเฉพาะในโตเกียว เรียกได้ว่าเดินไปย่านไหนก็ต้องเจอร้านนี้ หาไม่ยากค่ะ

ピム宮 ~ pimmiya

Credit: นาโอะ สำหรับรูปหน้าร้านสวยๆ ขอบคุณนะจ๊ะ :D

Wednesday, 18 January 2012

Atsuta Houraiken あつた蓬莱軒

คราวก่อนนู้นพิมมิยะได้รีวิวข้าวหน้าไก่ย่างแบบ Hitsumabushi จากร้าน Akaitori ไปแล้ว จะไม่เล่าถึงที่มาของเมนูที่เรียกว่าฮิทสึมาบุชิก็กระไรอยู่ ครั้งนี้เลยจะขอพาคุณผู้อ่านไปพบกับร้านที่เป็นต้นกำเนิดของเมนูนี้กันดีกว่านะคะ






สาขาแรกของร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้กับศาลเจ้า Atsuta ศาลเจ้าที่ดังที่สุดของเมืองนาโงยา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้าน Atsuta Houraiken เปิดมาตั้งแต่ปี 1873 สมัยก่อนนู้นยังไม่มีเมนูที่เรียกว่า Hitsumabushi กับเค้าหรอกค่ะ จุดกำเนิดของเมนูนี้ (อันนี้พิมมิยะเอามาจากรายการทีวีที่พูดถึงร้านอาหารชื่อดังแต่ละร้านในนาโงยา) อยู่ที่ก่อนหน้านั้นร้านเค้ามี delivery ข้าวหน้าปลาไหลส่งตามบ้าน แต่ปรากฏว่าเด็กส่งของซุ่มซ่าม ทำชามตกแตกอยู่บ่อยๆ จนเจ้าของร้านโกรธมาก สาวใช้คนหนึ่งในร้านก็เลยเสนอให้ใช้ภาชนะชนิดหนึ่ง ทำจากไม้ที่เอามาเหลาให้เป็นรูปชามใหญ่ๆ เรียกว่า Ohitsu คำนี้ก็เลยเป็นที่มาของชื่อ Hitsumabushi ค่ะ พิมมิยะไม่รู้จะเรียกภาชนะชนิดนี้เป็นภาษาไทยว่าอะไรดี จะว่ารูปทรงเหมือนบาตรก็ไม่ใช่ จะเป็นชามก็ไม่เชิง จากนั้นสาวใช้คนนี้ก็เป็นคนคิดค้นเมนูฮิทสึมาบุชิขึ้นมา โดยให้แบ่งข้าวในชามเป็น 4 ส่วน แล้วปรุงให้เป็นแบบต่างๆ ระยะหลังมานี่ก็มีคนเอาวิธีของร้านนี้ไปใช้กับข้าวหน้าปลาดิบบ้าง ข้าวหน้าไก่ย่างบ้าง แต่ต้นตำรับของแท้ต้องเป็นร้านนี้เท่านั้นนะคะ


วันที่พิมมิยะกับนาโอะไปนั้นโชคดีมากค่ะ เป็นวันที่ร้านเปิดวันแรกหลังจากหยุดช่วงปีใหม่ ตอนแรกทำใจไว้แล้วว่าต้องต่อคิวยาวแน่ๆ เพราะเคยได้ยินกิตติศัพท์มาว่าต้องรอคิวไม่ต่ำกว่า 2 ชม. แต่ผิดคาดค่ะ วันนั้นร้านว่างมาก ไปถึงก็ได้ไปนั่งที่โต๊ะเลย เย้~






ภายในร้าน ว่างมากจนตอนแรกแอบตกใจนึกว่าเข้าผิดร้าน ฮ่า~






มีเมนูภาษาอังกฤษด้วยค่ะ



โปรดสังเกตบรรทัดล่างสุด :D






ของพิมมิยะสั่งข้าวหน้าปลาไหล Hitsumabushi แบบไซส์ใหญ่พิเศษ คุณผู้อ่านอย่าได้ตกใจไปค่ะ ปกติพิมมิยะทานน้อยยยยยยย จริงๆนะคะ ^^”



เวอร์ชั่นเปิดฝา..





แบบพิเศษจะได้ปลาไหล 2 ชั้นค่ะ แต่ปริมาณข้าวก็เยอะขึ้นตามปริมาณปลาอยู่ดี



ข้าวหน้าปลาไหล (Unagi donburi) ของนาโอะ






มาดูวิธีการรับประทานในแต่ละส่วนดีกว่านะคะ มีซับอังกฤษกำกับไว้เรียบร้อย



ส่วนแรก ทานทั้งแบบนั้นเลย ไม่ต้องปรุงอะไรทั้งสิ้น อร่อยมากค่ะ ทั้งปลาไหลที่ย่างเกรียมนิดๆ ด้านนอกกรอบหน่อยๆ หอมกำลังพอดี ปกติถ้าร้านไหนฝีมือไม่ดีพอปลาไหลจะคาวมากนะคะ แต่ร้านนี้ทำได้ดีมาก รวมทั้งข้าวที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างดี แล้วก็ซอสสูตรลับที่สืบทอดกันมาร้อยกว่าปี กินแล้วน้ำตาพาลจะไหล ยกให้เป็นข้าวหน้าปลาไหลที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยทานมา!!






ส่วนที่ 2 ใส่สาหร่าย ต้นหอม และวาซาบิลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน



คลุกออกมาแล้วหน้าตาเป็นอย่างนี้ค่ะ แบบนี้ก็อร่อย


ส่วนที่ 3 ทำเหมือนส่วนที่ 2 แต่เทน้ำซุปลงไปด้วย เป็นน้ำชาผสมดาชิ (ซุปปลาแห้ง) ที่เรียกกันว่า Ochasuke ส่วนนี้ก็อร่อยอีกแล้วค่ะ


ส่วนที่ 4 ให้เลือกทานตามใจชอบจาก 3 แบบแรก

พิมมิยะรักพี่เสียดายน้อง ชอบทั้ง 3 แบบพอๆกันเลยค่ะ เลยต้องแบ่งข้าวที่เหลือเอามาทานซ้ำทั้ง 3 แบบ ฮ่าๆ

ที่ชอบมากคือน้ำซุปที่ให้เทใส่ข้าว กลมกล่อมมาก พิมมิยะแอบเอามาเททานเปล่าๆด้วย รสเค็มกำลังดี เจือด้วยรสหวานนิดๆ สรุปว่าอร่อยมากค่ะ

ซุปที่เสิร์ฟมากับอาหารก็อร่อยนะคะ ใส่ลูกชิ้นปลาลูกจิ๋วๆมาด้วย น่ารักเชียว


ปัจจุบันร้านนี้มี 3 สาขาด้วยกัน อยู่ในนาโงยาทั้งหมด (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2012) 2 สาขาแรกอยู่แถวย่าน Atsuta ส่วนอีกสาขาไปง่ายหน่อยค่ะ อยู่ที่ชั้น 10 ตึก South Bldg. ห้าง Matsuzakaya Nagoya ที่ห้างนี้มีเคาน์เตอร์ให้ซื้อกลับบ้านที่ชั้น B1 ด้วย ปกติแล้วคนแน่นทุกสาขานะคะ อยากกินของอร่อยต้องอดทนรอคิวนิดนึง ดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ Houraiken


สาขาแม่ นั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Tenmacho ออก exit 4 แล้วหันหลังกลับเดินย้อนมาทางถนน Tokaido (มองไปฟากตรงข้ามจะเป็น exit 1 ของสถานี) เดินตามถนนไปเรื่อยๆจนถึงไฟแดง จากนั้นเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปจะเห็นสะพานลอย ข้ามสะพานลอยนั้นไปจะเป็นหน้าร้านพอดี อยากบอกว่าตอนที่พิมมิยะกับนาโอะเดินไปก็ได้กลิ่นปลาไหลย่างหอมมาแต่ไกล ถ้าเดินตามกลิ่นไปจะถึงร้านชัวร์ค่ะ อิอิ..


ร้านนี้นับเป็นหนึ่งในร้านอาหารญี่ปุ่นที่พิมมิยะประทับใจมากที่สุด สมแล้วที่เป็นสุดยอดข้าวหน้าปลาไหลในตำนาน ไม่รู้จะบรรยายยังไงค่ะ ต้องไปทดสอบดูเอาเอง ถ้าใครมีโอกาสได้ไปนาโงยาล่ะก็อย่าลืมจดร้านนี้ไว้ในโพยด้วยนะคะ รับรองว่าจะได้ประสบการณ์ทางอาหารที่คุณจะลืมไม่ลงอย่างที่ทางร้านเค้าว่าไว้แน่นอนค่ะ :D

ピム宮 ~ pimmiya

Tuesday, 17 January 2012

Lucky Chicken Rice

สวัสดีค่ะ เห็นพีรีวิวร้านในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง Singapore แล้ว พิมมิยะก็ขอรีวิวกะเค้ามั่ง ครั้งนี้ขอนำเสนอข้าวมันไก่อร่อยๆ แถมยังราคาไม่แพง เป็นหนึ่งในร้านที่พิมมิยะไปบ่อย เนื่องจากร้านตั้งอยู่ใจกลางย่านช้อปปิ้งอย่าง Orchard Road

ร้านชื่อ Lucky chicken rice อยู่ในหลืบแถวมุมด้านขวามือของชั้น 2 ตึก Lucky Plaza บนถนนออร์ชาร์ด เวลาหาร้านต้องเดินเข้าไปในซอกนิดนึงนะคะ ร้านเค้าหลบอยู่ในนั้น คงกลัวว่าจะขายดีเกิน ฮ่า~




ไก่ของทางร้านมีไก่นึ่งและไก่อบ เวลาออร์เดอร์เค้าจะให้สั่งแยกไก่กับข้าว สามารถสั่งทั้งไก่นึ่งและไก่อบปนกันในจานเดียวได้นะคะ ส่วนเครื่องในร้านเค้าก็มีขายค่ะ พิมมิยะเป็นมนุษย์ชอบทานเครื่องใน ก็สั่งตับแยกมาต่างหากอีกจาน นุ่มใช้ได้เลย ข้าวของเค้าก็อร่อย




พิมมิยะชอบตรงที่ไก่เค้าจะมีน้ำซีอิ๊วราดมาด้วย รสชาติกลมกล่อมกำลังดีเลยค่ะ เนื้อไก่ก็นุ่ม ส่วนตัวแล้วปลื้มแบบนี้มากกว่าไก่แห้งๆแบบบ้านเรา ส่วนน้ำจิ้มเค้าจะให้ซีอิ๊วดำ พริก ขิงมาให้เราผสมเองตามใจชอบ


พนักงานร้านนี้หน้าตาจะบูดๆหน่อยนึง แต่เอาเข้าจริงแล้วคุยดีมาก ถามว่ามาจากไหน มาทำอะไร ตบท้ายด้วยการชมลูกค้าพอเป็นพิธี ฮ่าๆ ติดใจก็เพราะเหตุเนี้ย

สรุปแล้วพิมมิยะให้คะแนนร้านนี้เรื่องรสชาติ, ราคาที่ถูกกว่าข้าวมันไก่ของร้านหรูในโรงแรมอย่าง Chatterbox (ร้านนั้นอร่อยจริงค่ะ ข้าวเค้าหอมมาก แต่แพง สมควรไปทานหากมีสปอนเซอร์) ของ Chatterbox ชุดนึง เอาตังค์มากินข้าวมันไก่ที่ Lucky chicken rice ได้ประมาณ 2-3 คน แล้วอีกอย่างที่ชอบมากก็คือทำเลที่อยู่กลางย่าน Orchard เลยทำให้ไปง่ายกว่าร้านข้าวมันไก่ที่ Maxwell หรือร้าน Boon Tong Kee อันโด่งดัง ถ้าใครมีโอกาสได้ไปสิงคโปร์ก็อย่าลืมไปพิสูจน์นะคะ :D


ピム宮 ~ pimmiya

Sunday, 15 January 2012

Thye Hong


หลังจากปล่อยสองสาวมาปล่อยของ พีขอพาไปกินอาหารร้านโปรดในศูนย์อาหารติดแอร์บ้างดีกว่า

เวลาพีไปกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ พีจะต้องแวะกินข้าวที่ Food Republic (ซึ่งเป็นศูนย์อาหาร franchise ของบริษัท Bread Talk ต้นกำเนิดจากสิงคโปร์) อย่างน้อยๆ 1 มื้อต่อทริป และัร้านประจำของพีคือ Thye Hong Hokkien Mee ร้านนี้จะขายอาหารจีนฮ๊กเกี้ยนที่คนไทยคุ้นเคยอย่างหอยทอด ก๋วยเตี๋ยวผัด ส่วนตัวพีว่าหอยทอดเค้าเฉยๆ ที่ไทยอร่อยกว่า แต่พวกก๋วยเตี๋ยวผัดนี่รสชาติใช้ได้เลย

เมนูดังอันดับ 1 ของร้านนี้คือ Fried Hokkien Prawn Noodle บะหมี่ผัดหน้าตาไม่ได้เรื่อง ดูแฉะๆ แต่มันอร่อยนะคะคุณ ไม่น่าเชื่อ มีเหมือนน้ำพริกเผาแปะมาข้างๆ คู่กับมะนาวลูกเล็กเสียบมาให้บีบ (รูปนี้ถ่ายจาก Food Republic ที่ 313 Somerset สิงคโปร์)

ส่วนอันนี้เมนูอันดับ 1 ในใจพี Char Kway Teow หน้าตานี่ผัดซีอิ้วเลย แต่รสชาติจัดจ้านกว่า มีรสเผ็ดผสม แล้วเค้าใส่หอยแครงด้วย คนที่ลดความอ้วนอาจทำใจไม่ได้เพราะมันมากที่สุดในโลก แต่สำหรับพี ต้องขอยอมเพราะอร่อยมากถูกปากสุดๆ เค้าจะมีซอสเผ็ดๆเปรี้ยวๆมาให้ด้วย พีก็เอามาใส่ผัดเปลี่ยนรสแก้เลี่ยน อร่อยค่ะ (รูปนี้ถ่ายที่ Food Republic, Pavilion ที่กัวลาลัมเปอร์)

เอกลักษณ์ของเจ้านี้คือจะมีเหมือนใบตอง/ใบจากแห้งมากลัด ทำเป็นเหมือนกระทงรอง พีว่ามันน่ารัก ดูเป็นกิมมิคไม่ใช่แค่อาหารตามศูนย์อาหารใส่จานเฉยๆ คนขายก็จะใส่หมวกสานด้วย ดูเป็นแนวดี ถ้าใครเดินชอปปิ้งแล้วหิว เห็น Food Republic ล่ะก็ อย่าลืมแวะไปชิมร้านนี้ได้ เพราะเค้ามีโจ๊กกันในหมู่คนสิงคโปร์ว่า "ถ้าหาร้าน Thye Hong ไม่เจอ ให้มองหาร้านที่คิวยาวที่สุด" จะได้รู้ว่าอร่อยสมที่เค้าว่ากันรึป่าว

Thye Hong at Food Republic
- Pavilion, Kuala Lumpur, Malaysia
- 313@Somerset, Orchard Road, Singapore
- Wisma Atria, Orchard Road, Singapore
- VivoCity, Singapore
- Suntec City, Singapore


Bar Veneruso in Sorrento

สวัสดีค่ะ

วันนี้จะพาผู้อ่านทั้งหลายไปชิมกาแฟที่เมืองต้นตำรับกาแฟอย่างอิตาลีกันค่ะ ว่ากันว่า ร้านกาแฟยักษ์ใหญ่จากอเมริกาอย่างร้านสตาร์บั๊คไม่สามารถเจาะตลาดในประเทศอิตาลีได้ เนื่องจาก (เค้าว่ากันว่า) กาแฟที่อิตาลีรสชาติดีกว่ากาแฟสตาร์บั๊คหลายเท่านัก จริงๆ นาโอะเป็นคนทานคาเฟอีนเยอะๆ ไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นพวกกาแฟทั้งหลายต้องสั่งเป็นแบบไร้คาเฟอีน (Decaffeinated) ร้านกาแฟในอิตาลีก็จะมีกาแฟไร้คาเฟอีนขายทุกร้านค่ะ เพราะคนประเทศเค้าชอบทานกาแฟกันมาก แต่ถ้าในประเทศไทยจะหากาแฟไร้คาเฟอีนทานก็ต้องไปตามร้านใหญ่ๆ อย่างพวก สตาร์บั๊ค, Segafredo หรือ Lavazza อะค่ะ

ร้านที่จะพาไปดูรีวิววันนี้ชื่อว่า Bar Veneruso อยู่ที่เมือง Sorrento ประเทศอิตาลีค่ะ ร้านนี้มีทั้งกาแฟ, เจลาโต้ (Gelato), เบเกอรี่ (Pastry) และอาหารคาวไว้บริการ เรียกได้ว่ามีครบทุกอย่างที่เราอยากทานเลยค่ะ มื้อที่นาโอะไปทานเป็นมื้อกลางวัน เลยสั่งอาหารมาไม่มากอย่างนัก อาจจะมีอาหารรีวิวน้อยไปหน่อยนะคะ

ก่อนอื่นเลย ก็ต้องสั่งกาแฟมาชิมก่อน ตามประสามาเยือนประเทศคอกาแฟ

ถ้วยแรกเป็น คาปูชิโน่ ค่ะ อย่างที่บอกไว้แล้วว่า นาโอะทานคาเฟอีนมากไม่ได้ ถ้วยนี้เลยเป็นกาแฟแบบ Decaf ค่ะ


ถ้วยที่สองเป็น Caff? macchiato ค่ะ จริงๆ แก้วนี้ก็เป็นแบบ Decaf เหมือนกันค่ะ เพราะคนสั่งบอกว่า ไม่อยากทานคาเฟอีนเยอะ


นาโอะชิมทั้งสองแก้วแล้ว อยากบอกว่า มันหอม นุ่ม ชุ่มลิ้นมากๆ ค่ะ รสชาติมันยากแก่การบรรยายจริงๆ นาโอะอาจจะไม่ใช่คอกาแฟ แต่ก็เป็นคนชอบทานกาแฟมาก (ถึงแม้จะทานคาเฟอีนไม่ได้ก็ตาม) อาจจะบรรยายรสชาติและกลิ่นได้ไม่ลึกซึ้งเท่าคอกาแฟนะคะ บอกได้แค่ว่า มันนุ่มมมมมมมมมมมมากจริงๆ ค่ะ

นอกจากกาแฟสองแก้วนี้แล้ว เราก็สั่งของคาวมาให้หนักท้องนิดนึงก่อนตะลุยเดินเที่ยวใน Sorrento ค่ะ

จานนี้เป็นสเต็กหมูราดซอสพริกไทยสด เนื้อหมูอาจจะไม่ได้โดดเด่นมาก แต่น้ำราดรสชาติแปลกดีค่ะ มีรสชาติเปรี้ยวๆ จาก Balsamic Vinegar หน่อยๆ สลัดที่มากับจานนี้ก็ราด Balsamic Vinegar กับน้ำมันมะกอกมาพอให้รสชาติดีค่ะ จุดเด่นของจานนี้คือ มันบดค่ะ มันบดเนื้อเนียนมาก รสชาติหวานเค็มมันกำลังดี ทานเพลินๆ อร่อยดีค่ะ


จานที่สอง เป็นลาซานญ่าเนื้อ จานนี้รอนานซักหน่อยเพราะเค้าทำให้ใหม่เลย รสชาติกลมกล่อมดีมากค่ะ เนื้อแป้งก็ไม่หนาเกินไป ชีสอยู่ในปริมาณพอดีๆ สรุป อร่อยค่ะ ควรสั่งเป็นอย่างยิ่ง


ร้านนี้อยู่ถนน Corso Italia ที่เมือง Sorrento ประเทศอิตาลีค่ะ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีโอกาสได้ไปแวะเมืองน่ารักๆ นี้ อย่าลืมลองแวะไปชิมร้านนี้นะคะ



แล้วพบกันใหม่ค่ะ
nao~*

Saturday, 14 January 2012

Endo Sushi ゑんどう寿司

สวัสดีค่ะ รอบนี้ขอข้ามฟากมาเป็นซูชิทางฝั่งคันไซบ้างนะคะ ชื่อร้าน Endo Sushi เป็นร้านซูชิเก่าแก่ของเมือง Osaka ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ปี 1907 โน่นแน่ะ ถึงตอนนี้ก็เกิน 100 ปีมาแล้ว จนมาถึงทายาทรุ่นปัจจุบันคือรุ่นที่ 4 แค่เห็นโพรไฟล์ร้านก็อยากจะไปลองชิมซูชิของเค้ากันแล้วใช่มั้ยคะ ตามมาเลยค่ะ!!


เมนูที่ทางร้านแนะนำคือ Joumaze set เป็นซูชิที่ทางร้านคัดสรรมาให้เป็นพิเศษสำหรับลูกค้า จานนึงมี 5 คำ โดย 1 คำในจานนั้นจะเป็น Toro ซึ่งเป็นส่วนที่มีไขมันมากของปลาทูน่า ราคาแพงมาก ปกติซูชิที่เป็นโทโร่จะราคาคำละประมาณ 300-500 เยนขึ้นไป แล้วแต่คุณภาพ แต่ที่นี่เค้าคิดราคาแค่จานละ 1,050 เยน ที่ว่าพิเศษก็คือ เมื่อเราสั่งจานที่ 2, 3, 4, 5 เชฟจะเปลี่ยนซูชิเป็นอย่างอื่นให้ไม่ซ้ำกับจานก่อนๆ และจะมี Toro อยู่ 1 คำในทุกๆจาน ถ้าเราสั่งจนถึง 5 จาน พอจานที่ 6 เมนูก็จะวนกลับมาเหมือนจานแรกค่ะ





เมื่อปี 2009 พิมมิยะกับนาโอะได้ไปเยือนร้านนี้เป็นครั้งแรก จำได้ว่าครั้งนั้นตื่นตาตื่นใจกับเมนูและบรรยากาศของร้านพอสมควรเลย




ร้านนี้ไม่ให้เทโชยุใส่ถ้วยเหมือนร้านอื่นนะคะ เค้าแค่ให้เอาแปรงจุ่มโชยุแล้วแตะๆซูชิพอเป็นพิธี



พิมมิยะไม่ปลื้มขิงดองร้านนี้เลยค่ะ ไม่หวาน แถมยังเค็มอีกตะหาก

จานแรก: Anago (ปลาไหลทะเล)-Uni (ไข่หอยเม่น ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ไข่ค่ะ แต่เป็น gonad คือส่วนที่เป็นอัณฑะหรือรังไข่ของหอยเม่น)-Tai (ปลากะพง)-Toro-Kanpachi (ปลาคัมปาจิ)





จานที่ 2: Unagi (ปลาไหลน้ำจืด)-Akagai (หอยแครง)-Hamo (ปลาทะเลชนิดหนึ่ง ก้างเยอะมากจนต้องใช้เทคนิคขั้นสูงในการบั้งปลาให้ก้างละเอียด เป็นหนึ่งในซูชิที่แสดงให้เห็นฝีมือของเชฟค่ะ)-Toro-Salmon





จานที่ 3: Ebi (กุ้งต้ม มีปลาหวานๆรองอยู่ข้างล่าง)-Tamagoyaki (ไข่หวาน)-Awabi (หอยเป๋าฮื้อ)-Negitoro (โทโร่สับผสมต้นหอม)-เห็ดอะไรซักอย่างที่ไม่น่าจะใช่เห็ดหอม เพราะพิมมิยะไม่ชอบกลิ่นเห็ดหอม





จานที่ 4: Hamo-Ikura (ไข่ปลาแซลมอน)-Hotate (หอยเชลล์)-Toro-แล้วก็ปลาอะไรซักอย่าง ไม่รู้จักชื่อ





วันนั้นพิมมิยะจัดการไปได้แค่ 4 จานก็จอดแล้วค่ะ เสียดายที่ไม่สามารถจัดเต็มถึงขั้นครบ 5 จานได้ อยากรู้เหมือนกันว่าจานที่ 5 เค้าจะให้อะไรมาน้อ~

รอบแรกประทับใจมากค่ะ เพราะได้ทานซูชิคุณภาพดีและหายากหลายอย่าง แถมคุณลุงเจ้าของร้านก็น่ารักมาก ปัจจุบันไม่ได้เป็นเชฟเองเพราะให้ลูกชาย (ซึ่งหน้าตาเหมือนคุณลุงอย่างกะแกะ) เป็นเชฟใหญ่ของร้านแทน คุณลุงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตรงเกี๊ยะประจำตัวแกนี่แหละ สูงมากซะจนน่าสงสัยว่าแกสามารถทรงตัวอยู่บนนั้นได้ยังไง แต่แกน่ารักนะคะ ครั้งแรกที่ไปทานแกก็มาชวนคุยว่ามาจากไหน พร้อมทั้งชี้ชวนชมหนังสือที่ลงแนะนำร้านเอนโดซูชิ แถมยังชวนออกมาถ่ายรูปคู่กันที่หน้าร้านเป็นที่ระลึกอีกด้วย เลยตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสจะต้องไปกินที่ร้านนี้อีก





คนที่ใส่แว่นนั่งหันข้างให้เคาน์เตอร์คือคุณลุงเจ้าของ

เมื่อต้นเดือนมกราที่ผ่านมาก็ได้โอกาสจัดซ้ำที่ร้านนี้สมความตั้งใจ โดยไปพร้อมนาโอะอีกเช่นเคย เป็นวันแรกที่ร้านเปิดหลังจากหยุดปีใหม่ แอบเศร้าเล็กน้อยเพราะว่าปลาของทางร้านไม่หลากหลายเท่าไหร่ คงเป็นเพราะช่วงปีใหม่ชาวประมงเค้าหยุดฉลองอยู่ที่บ้านงดออกไปจับปลากันหลายวัน เลยทำให้มีปลาน้อย กินไปถึงจานที่ 4 ก็ซ้ำกับจานก่อนๆซะแล้ว จากตอนแรกที่พิมมิยะตั้งใจว่ารอบนี้จะสู้ตายถึงจานที่ 5 ก็กลับกลายเป็นว่าต้องหยุดไว้แค่จานที่ 4 เท่านั้นเองค่ะ เสียดายเหมือนกัน โอกาสหน้าค่อยแก้ตัวกันใหม่เนอะ

มาดูเมนูรอบนี้กันดีกว่าค่ะ จานแรก: Anago (ปลาไหลทะเล)-Uni (ไข่หอยเม่น)-Tai (ปลากะพง)-Toro-Kanpachi (ปลาคัมปาจิ) เหมือนรอบแรกที่ไปเด๊ะเลย









จานที่ 2: Unagi (ปลาไหลน้ำจืด)-Akagai (หอยแครง)-Hotate (หอยเชลล์)-Toro-Salmon ขอบอกว่าแซลมอนของเอนโดซูชิอร่อยมว้ากกกกก เนื้อหวานและมันสะใจจริงๆ





จานที่ 3: Tamagoyaki (ไข่หวาน)-Ikura (ไข่ปลาแซลมอน)-Ebi (กุ้งต้ม มีปลาป่นหวานๆรองอยู่ข้างล่าง)-Negitoro (โทโร่สับผสมต้นหอม)- Awabi (หอยเป๋าฮื้อ)





มื้อนั้นพิมมิยะชอบแซลมอน ไข่หอยเม่น หอยแครง และเป๋าฮื้อมากที่สุดค่ะ เป๋าฮื้อเค้าไม่เหนียวเลย อร่อยเชียว

ร้านนี้มี 2 สาขา สาขาแม่อยู่ที่ตลาดกลางของโอซาก้า ส่วนสาขาที่ 2 อยู่ที่ Kyobashi พิมมิยะเคยไปแต่สาขาแม่นะคะ วิธีไปก็ไม่ยากค่ะ ลงรถไฟที่สถานี JR Noda ออกจากสถานีเลี้ยวซ้ายจะเจอสี่แยกที่มี Family Mart อยู่ตรงหัวมุม เลี้ยวขวาที่สี่แยกนั้น เดินตรงไปเรื่อยๆจะเห็นสะพานข้ามแม่น้ำ ก่อนข้ามสะพานให้เลี้ยวเข้าตลาดกลางโอซาก้าทางขวามือ เดินเข้าไปในเขตตลาดกลางเลย แต่ยังไม่ต้องเข้าตึกไหน มองไปทางซ้ายมือเกือบด้านในสุดของตลาดจะมีห้องแถวหลังคาเขียวๆเรียงกัน ร้านอยู่ช่วงกลางๆของห้องแถวแถบนั้นนะคะ หน้าร้านตามรูปข้างบนสุดเลย สาขานี้ปิดทุกวันอาทิตย์ ส่วนสาขา Kyobashi เปิดทุกวันค่ะ


สำหรับความประทับใจของร้านนี้อยู่ที่เมนูของร้านที่แหวกแนวไปจากร้านอื่นนิดนึง ทำให้เราต้องลุ้นว่าจะได้กินอะไรบ้างในแต่ละจาน ข้าวที่ใช้ปั้นซูชิของเค้าก็รสชาติดี ปลาที่ใช้ก็สด

ส่วนเรื่องความอร่อย ที่จริงแล้วมีร้านซูชิที่อร่อยกว่าเอนโดอีกหลายร้านค่ะ เดี๋ยวจะทยอยลงนะคะ โดยเฉพาะโทโร่ของเอนโดไม่ได้อยู่ในขั้นเทพมากนัก (ไม่รู้เพราะว่ารอบล่าสุดเป็นหลังวันหยุดยาว เลยหาปลาดีๆยากรึเปล่า) ขิงดองเค้าก็ไม่อร่อยในความเห็นของพิมมิยะ แต่โหวตให้แซลมอนของร้านนี้เป็นอันดับ 1 ของซูชิทุกร้านที่เคยกินมาเลยค่ะ สึโก้ยมากๆ ถ้าอยากพิสูจน์ว่าพิมมิยะโม้เกินไปรึเปล่า ต้องไปลองชิมเองนะคะ :D

ピム宮 ~ pimmiya

Credit: เอสซัง สำหรับข้อมูลและคอมเมนท์เกี่ยวกับซูชิ ประดุจ sushipedia ฉบับเคลื่อนที่ อะริกะโต้วเนะ