Friday, 24 February 2012

Hokushinzushi 北辰鮨


สวัสดีค่า ครั้งนี้พิมมิยะขอแนะนำร้านในถิ่นเก่าสมัยพิมมิยะยังอยู่ในวัยหวานบ้าง พูดถึงเมือง Sendai เมื่อก่อนก็คงไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้รู้จักกันดีแทบจะทุกคน หลายคนอาจจะยังกลัวๆอยู่ ไม่กล้าไปเที่ยวแถวนั้น แต่ส่วนตัวพิมมิยะชอบเมืองนี้มาก ด้วยความที่ตัวเมืองไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป บรรยากาศก็ดี๊ดี ส่วนเรื่องความปลอดภัยโดยเฉพาะเรื่องภัยธรรมชาติ พิมมิยะคิดว่ายุคนี้ไปเที่ยวที่ไหนในโลกก็เสี่ยงพอกันแหละค่ะ เหอๆ
ตอนพิมมิยะมาอยู่เซนไดใหม่ๆ หาร้านซูชิถูกใจไม่ได้เลยค่ะ เวลาได้ไปโตเกียวทีนึงก็จะถือโอกาสหม่ำซูชิจนสะใจ อยู่มาวันนึงโปรเฟสเซอร์ก็ถามพิมมิยะขึ้นมาตามประสาอาจารย์ผู้ห่วงใยลูกศิษย์ ว่าพิมมิยะไปโตเกียวเนี่ย ไปทำอะไรบ้างเหรอ พิมมิยะก็ตอบซื่อๆไปว่าไปเดินเล่นที่ไหนบ้าง แล้วที่สำคัญก็คือต้องไปกินซูชินี่แหละค่ะ เพราะซูชิที่เซนไดไม่ค่อยถูกปาก >//< เท่านั้นแหละค่ะ ทุกคนในโต๊ะหันมาเถียงพิมมิยะกันยกใหญ่
เพื่อนที่เป็นคนโตเกียวอธิบายว่า ปกติแล้วซูชิที่เซนไดเนี่ยอร่อยกว่าแล้วก็ถูกกว่าที่โตเกียวอีกนะ พิมมิยะไม่รู้แหล่งละเซ่ หึๆ โปรเฟสเซอร์ก็เลยถือโอกาสนี้แนะนำร้าน Hokushinzushi ให้รู้จัก ท่านบอกว่า เป็นร้านที่ท่านมักจะแวะรับประทานเวลาขึ้นชิงคันเซนกลับโตเกียว ร้านนี้คุณภาพดีและที่สำคัญ (มาก) คือ.. ราคาไม่แพงด้วย แถมยังสั่งเพื่อนอีกว่าให้พาพิมมิยะไปลองชิมให้ได้นะ กินเสร็จค่อยมาเอาตังค์ที่อาจารย์ (พิมมิยะแม้จะแอบกรีดร้องอยู่ในใจ แต่ไม่สามารถดีใจออกนอกหน้าได้เพราะจะดูเสียกิริยา เลยแค่ยิ้มๆแล้วบอก ขอบคุณมากค่ะ ฮ่า~)
เนื่องจากเป็นลูกศิษย์ที่ดีก็เลยต้องทำตามคำสั่งสอนของอาจารย์ด้วยการแวะไปที่ร้านนี้ในเวลาต่อมา พิมมิยะต้องใช้ความพยายามในการไปร้านนี้หลายครั้งมากค่ะกว่าจะได้กิน เพราะร้านเค้ามีโต๊ะไม่เยอะ ถ้าเราไปช่วงที่คนเค้ารับประทานมื้อเที่ยงหรือเย็นก็จะต้องรอคิวนานมาก พิมมิยะกับเพื่อนทนรอไม่ไหวก็ขอลาไปกินร้านอื่นแทน จนกระทั่งวันนึงไปถึงร้านตั้งแต่ 11 โมงค่ะ ก็เลยไม่ต้องรอคิว
ร้านอยู่ที่ชั้น 1 ของสถานี JR Sendai แต่ทางเข้าของร้านอยู่ด้านนอกของตัวอาคาร ต้องเดินออกมานอกตึกก่อนนะคะ ร้านอยู่ตรงที่มี Coin locker อยู่เยอะๆ หาไม่ยากเลยค่ะ (จะบอกว่า Coin locker ตรงนี้ถูกกว่าลอคเกอร์ข้างในตัวอาคารของสถานีซะอีก ถ้าใครอยากจะฝากกระเป๋า แนะนำให้ฝากตรงนี้ดีกว่า) เพราะทำเลที่คนผ่านไปผ่านมาเยอะก็เลยมีลูกค้าเต็มร้านตลอดในช่วงเที่ยงและเย็นๆค่ำๆ เมนูของร้านนี้ไม่มีภ.อังกฤษ แต่ว่ามีรูปประกอบก็เลยไม่เป็นปัญหาสำหรับคนที่อ่านภ.ญี่ปุ่นไม่ออกนะคะ
เซตนี้ราคา 1,680 เยนเท่านั้นค่ะ มีทั้งโทโร่ ไข่หอยเม่น ไข่ปลาแซลมอน ปลาไหลทะเล ฯลฯ ถ้าเป็นร้านอื่นน่าจะ 2 พันเยนอัพนะคะ นับว่าราคาทะนุถนอมตังค์ในกระเป๋ามากเลย แถมซูชิยังสดอร่อยอีกด้วย
ส่วนเซตนี้มี 12 ชิ้นค่ะ ราคาแค่ 2,100 เยนเอง อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด.. ปกติเห็นเซตแบบนี้ที่อื่นก็มักจะ 2 พันปลายๆแล้ว
นอกจากจะมีร้านที่ชั้น 1 แล้ว ร้านนี้ยังมีสาขาที่ชั้น 3 ของสถานี JR Sendai อีกด้วยค่ะ เพียงแต่ร้านที่ชั้น 3 เป็นแบบเคาน์เตอร์ให้ยืนรับประทานเท่านั้น คนไทยอาจจะไม่ค่อยถนัดแบบนี้ซักเท่าไหร่ แต่ของร้านนี้เค้าดีจริง (และถูกจริง) ค่ะ พิมมิยะยกให้ซูชิของ Hokushinzushi อร่อยที่สุดในละแวกสถานี JR Sendai แล้ว พิสูจน์ได้จากเรทติ้ง 3.78 จากเว็บ tabelog ซึ่งโหวตโดยคนญี่ปุ่น ถ้าใครมีแพลนจะแวะไปเยี่ยมเยียนเซนได อย่าลืมรับร้านนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะค้า :D
ピム宮 ~ pimmiya
Special thanks: 会津さん for nice photo. 本当にありがとうね。

Friday, 17 February 2012

Donburi Chaya ~ どんぶり茶屋

เอนทรี่นี้อาจจะพิเศษกว่าเอนทรี่อื่นๆ หน่อยนะคะ ปกติแล้วเราสามคนจะสลับกันมารีวิวร้านอาหารที่เราได้ไปลิ้มลองกันมา แต่เอนทรี่นี้เราสามคนจะร่วมกันรีวิวร้านอาหารร้านนึงที่ตลาดปลานิโจ (Nijo Fish Market) ที่ Sapporo ค่ะ


หลังจากที่พีนำเสนอร้านเจงกิสข่าน อาหารชื่อดังของซัปโปโรไปแล้ว มาถึงฮอกไกโด จะไม่กินปูได้ยังไงถูกมั้ยค้า รอบนี้เราเลยจะขอรีวิวร้านข้าวหน้าปลาดิบและปูร้านนึงที่อยู่ในตลาดปลานิโจ ตลาดปลาใหญ่ของเมืองซัปโปโรกันค่ะ ต้องบอกว่าตลาดปลาของซัปโปโรนั้นมีขนาดเล็ก ไม่อลังการเท่าตลาดปลาสึคิจิ (อันนี้แน่นอน) หรือแม้กระทั่งตลาดเช้าของฮาโกดาเตะ เพราะซัปโปโรเองแม้จะเป็นเหมือนอำเภอเมือง แต่ด้วยความที่ไม่ติดทะเล และเมืองในญี่ปุ่นกระจายความเจริญกันอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องมารวมศูนย์กันที่เดียว ดังนั้น มาตลาดนี้ห้ามตั้งความหวังถึงความยิ่งใหญ่อลังการ แต่โปรดตั้งความหวังที่ความสดแทน เพราะเค้าสดจริงๆ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

เนื่องจากนาโอะแพ้ปูและกุ้ง เพราะฉะนั้นเลยไม่ค่อยอินกับการกินปูฮอกไกโดเท่าไหร่ ต้องขอประทานโทษท่านผู้อ่านไว้ด้วยนะคะ (แต่เนื่องด้วยประทับใจอิคุระมาก เลยอยากรีวิวเองด้วย เป็นที่มาที่ต้องลากพีกับพิมมิยะมาช่วยรีวิว)

ขอบอกว่า อิคุระ หรือ ไข่ปลาแซลม่อน ของที่นี่ แซ่บ เอ้ย อร่อยที่สุด ตั้งแต่เคยกินมาเลยค่ะ ฮอกไกโดคงเป็นสถานที่เดียวที่เราจะสามารถหาอิคุระสดทานได้ เพราะอิคุระที่อื่นๆ จะเป็นอิคุระที่หมักเกลือหรือซีอิ๊วแล้วแช่แข็งเอาไว้มากกว่าค่ะ

ที่ร้านเค้ามีเมนูภาษาอังกฤษให้นะคะ

นาโอะสั่งเซตข้าวด้งไหว้เจ้า (ตั้งชื่อเอง) เพราะว่า มันประกอบด้วย ข้าวหน้าของดิบถ้วยเล็กๆ เอาแบบเราได้ชิมทุกสิ่งอย่างที่เค้ามีในร้านอะค่ะ ที่นี่เค้าจะเสริฟอุนิถ้วยเล็กๆ ให้ทานก่อนจานหลักที่สั่งด้วย

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

มื้อนี้ต้องขอยกเครดิตให้โลคัลพีเพิลอย่างพีเค้าค่ะ ที่อุตส่าห์เสาะแสวงหาร้านอร่อย พร้อมกับปริ๊นท์คูปองของทางร้านไปด้วย เป็นที่มาของ Appetizer ถ้วยจิ๋วที่นาโอะพูดถึงไปเมื่อกี๊นี้ ในถ้วยเป็นสาหร่ายกับของอร่อยอย่าง Uni (ไข่หอยเม่น) ซึ่งอภินันทนาการฟรีจากทางร้านสำหรับลูกค้าที่ปริ๊นท์คูปองไป แค่ใบเดียวได้ของแถมกันทุกคน โอ้ววววว~ สุดยอดไปเลยใช่มั้ยคะ คาดว่าเดี๋่ยวพีคงจะมาแจ้งเบาะแสคูปองให้ทราบกันอีกที :D


สำหรับเซตด้งไหว้เจ้า (ด้ง = don หมายถึงข้าวหน้าต่างๆ เสิร์ฟในถ้วยหรือชามกลมๆ) ที่นาโอะตั้งชื่อให้ มีชื่อจริงว่า Marusen-don 丸鮮丼 ค่ะ ตอนที่พวกเราไปเมื่อปี 2010 ราคาเซตละ 2,499 เยน นับว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับคุณภาพและปริมาณ

พิมมิยะปลื้มถ้วยนี้มากที่สุดค่ะ เป็นคอมโบ Uni กับ Hotate (หอยเชลล์) ทั้ง 2 อย่างเป็นของโปรดสุดๆของพิมมิยะ อุนิของร้านนี้สดมาก หวาน นุ่ม ละลายในปาก และที่สำคัญไม่เหม็นเลย ปกติถ้าอุนิไม่สดจะมีกลิ่นที่ชวนให้คลื่นเหียนเป็นอย่างมาก แต่ของร้านนี้สดจริงอะไรจริง ส่วนหอยเชลล์ก็หวานและนุ่ม ไม่ต้องเมื่อยกรามเวลาเคี้ยว โดยรวมแล้วถ้วยนี้เป็นด้งในฝันของพิมมิยะเลยแหละค่า


อันดับ 2 ยกให้น้องปูถ้วยนี้ เป็นปูซึไว (Zuwai) ต้มสุกแล้ว ของร้านนี้เค้าเป็นปูสดๆเอามาต้ม ไม่ใช่ปูต้มแช่แข็งแบบร้านบุฟเฟต์ปูทั้งหลาย กินแล้วจะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจนเลยค่ะ ปูฮอคไกโดนี่เป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆนะคะ เนื้อหวานมาก บีบมะนาวลงไปนิดนึงจะยิ่งเสริมให้รสหวานของเนื้อปูเด่นขึ้น (ระหว่างรีวิวไปนี่ ท้องร้องไปด้วยเลยค่ะ อยากกินอีกจัง ฮ่า~)


รองลงไปก็เป็น Ikura ที่นาโอะชอบมาก ณ จุดนี้ก็ต้องขอยกมือสนับสนุนอีกเสียงนึง ว่าของเค้าอร่อยสึโก้ยจริงๆค่ะ เป็นไข่ปลาแซลมอนสีแดงอมส้มใสปิ๊งเป็นประกาย เรียงมาในถ้วยพร้อมกับ Salmon เล่นเอาเนื้อปลาแซลมอนดับสนิทไปเลย โดยส่วนตัวพิมมิยะว่าแซลมอนเค้าเฉยๆนะคะ ไม่มีอะไรโดดเด่นมากมาย


อีกถ้วยเป็นน้องกุ้ง (มีคนแอบแซวว่าน้องกุ้งใส่บิ๊กอายซะด้วย ตาหวานเชียว) แต่ขอบอกว่าน้องเค้าไม่ได้หวานแค่ตานะคะ เนื้อก็หวานมากๆด้วย มาเคียงคู่กับ Akami ซึ่งเป็นเนื้อปลาทูน่าส่วนที่ไขมันน้อยค่ะ


ก่อนที่จะส่งไม้ให้พีเป็นผลัดสุดท้าย ขอนำเสนอซุปเต้าเจี้ยวอร่อยๆที่มาในเซต ใส่ปูมาให้ด้วยนะคะเนี่ย

-----------------------------------------------------------------------------------------

Donburi-Chaya (どんぶり茶屋)
Nijo Fish Market, Sapporo
Japan
Open: AM7:30 - PM5:30
Website: http://donburi.jp/en/coupon/index.html



View Sapporo list in a larger map


(พีขอแปะแค่ชื่อร้าน แผนที่ และเวบร้านที่ไปโหลดคูปองค่ะ สาวๆทำหน้าที่รายงานหมดแล้ว -- พี)

Tuesday, 14 February 2012

100% Chocolate Cafe

สวัสดีวันแห่งความรักค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน เนื่องจากวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ พิมมิยะก็อยากจะอินเทรนด์กะเค้ามั่ง เลยจะขอพาไปชิมอะไรที่เกี่ยวข้องกับวันพิเศษอย่างนี้ซักหน่อย นั่นก็คือของอร่อยอย่างชอคโกแลตนั่นเองค่ะ รีวิวนี้อาจจะนำเสนอเมนูน้อยไปนิด ไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจ แต่รับรองว่าของเค้าอร่อยจริงนะคะ

ปกติร้านชอคโกแลตดังๆในญี่ปุ่นมักจะเป็นร้านจากประเทศอื่น อย่างเช่น Pierre Marcolini จากเบลเยียม หรือ Pierre Herme ของฝรั่งเศส ซึ่งยอดขายชอคโกแลตของ 2 ร้านนี้ก็ถล่มทลายในช่วงวันวาเลนไทน์ ทั้งที่จริงๆแล้วชอคโกแลตของญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้ด้อยคุณภาพไปกว่าชอคโกแลตเหล่านั้นเลย ไม่ว่าจะเป็น ROYCE ที่ใครๆไปญี่ปุ่นก็มักจะซื้อกลับมาเป็นของฝาก หรือร้านที่พิมมิยะกำลังจะแนะนำให้รู้จักในเอนทรี่นี้ค่ะ

ร้าน 100% Chocolate Cafe เป็นร้านชอคโกแลตสัญชาติญี่ปุ่นในเครือบริษัท Meiji ที่เรารู้จักกันดี บ.เมจิที่ญี่ปุ่นผลิตสินค้าจำพวกผลิตภัณฑ์จากนม ขนมสารพัดชนิด ไปจนถึงชอคโกแลต ในบรรดาชอคโกแลตญี่ปุ่นเนี่ย ของเมจิเค้าอร่อยและมีชื่อเสียงอยู่ในระดับต้นๆเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นที่มาของการเปิดร้าน 100% Chocolate Cafe ขึ้นมา คอนเซปท์หลักของร้านก็คือขายขนมที่ทำมาจากชอคโกแลตสมชื่อเลย ร้านนี้มีแค่สาขาเดียว (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2012) อยู่ที่ตึกของบริษัท Meiji ที่ Kyobashi ซึ่งอยู่ติดกับ Ginza ย่านหรูกลางกรุงโตเกียว

พอดีวันนั้นพิมมิยะหนังท้องตึงมาตั้งแต่มื้อเที่ยงแล้ว มาถึงร้านนี้ตอนบ่ายเลยไม่สามารถบริโภคอะไรหลายอย่างได้ ก็เลยจัดไปแค่ของเบาๆ (เบาแล้วนะนั่น) อย่าง Chocornet ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูขายดีของทางร้าน ที่พิมมิยะชอบมากก็คือ เค้าจะให้ลูกค้าเลือกว่าจะใส่ชอคโกแลตแบบไหนลงไปในตัว Cornet เปล่าๆ ซึ่งก็มีให้เลือก 6 อย่าง คือ Crunch kurumi (walnut), Plain cocoa, Crunch macademia, Rum raisin, Caramel chocola แล้วก็ Kirsch white (เป็น white chocolate) อันที่พิมมิยะสั่งมาเป็นชอคโกแลตผสม Macademia ตามประสาคนชอบทานถั่ว ส่วนเครื่องดื่มก็เลือก Mezamezachocola milk ซึ่งก็คือชอคโกแลตเย็นใส่นมนั่นเอง อุตส่าห์มาถึงร้านชอคโกแลต จะให้สั่งเครื่องดื่มอย่างอื่นก็คงจะไม่เข้าที ที่จริง Wafflet กับ Chiffon chocola ของทางร้านก็ดูน่าลิ้มลองมาก 2 อย่างนี้ก็สามารถเลือกรสของชอคโกแลตจากทั้ง 6 แบบได้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นรับมือไม่ไหวแล้วค่ะ คงต้องยกยอดไว้สำหรับคราวหน้า

ของที่สั่งไว้มาเสิร์ฟแล้วค่ะ ปรากฏว่าไม่ผิดหวังเลย ด้านนอกของ Cornet เป็นขนมปังอุ่นๆนุ่มๆ ส่วนไส้ด้านในก็เป็นชอคโกแลตเข้มข้น หวานไม่มาก แถมยังมีแมคคาเดเมียบดหยาบๆผสมอยู่ เคี้ยวแล้วกรุบๆหน่อยๆ อู้วววว.. อร่อยมากเลยค่ะ ส่วน Mezamezachocola milk ก็เพอร์เฟคท์อีกเช่นกัน ชอคโกแลตของเค้าหอมและเข้มข้นถูกใจพิมมิยะ รสชาติหวานกำลังพอดี นมที่ใส่มาก็หอมและมัน (ก็แหงเนอะ ระดับ Meiji แล้วนี่นา) มื้อนี้เป็นอาหารว่างที่ดูเหมือนจะเป็นเมนูพื้นๆ หาที่ไหนก็ได้ แต่ขอโฆษณาแทนร้านนี้ว่าของเค้าสุดยอดจริงๆนะคะ


ที่พิเศษสุดๆสำหรับลูกค้าก็คือ ทางร้านจะแถมชอคโกแลตซึ่งเป็นรสพิเศษประจำวันนั้นให้เราด้วยค่ะ มีการประทับวันที่ให้ด้วย เก๋ไก๋ถูกใจพิมมิยะมาก มีกระดาษแนบมาให้พร้อมทั้งบอกรสของชอคโกแลต ซึ่งวันที่ไปก็เป็น Ghana & Grenada/semi-sweet อร่อยดีนะคะ แต่พิมมิยะไม่สามารถแยกแยะรสชาติได้ว่าแตกต่างจากชอคโกแลตที่เป็น semi-sweet อย่างอื่นตรงไหน ฮ่า~ ส่วนชอคโกแลตอย่างอื่นๆเค้าก็มีให้เลือกอีกมากมายแต่พิมมิยะไม่ได้ลอง ถ้าใครเคยชิมก็มาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ อยากรู้จังว่าชอคโกแลตของวันพิเศษอย่างวันที่ 14 ก.พ. จะเป็นรสอะไรน้อ~



อย่างที่บอกไว้ข้างบนว่าร้านอยู่ใกล้ย่านกินซ่า ใครที่ไปช้อปปิ้งหรือชมเมืองแถวนั้นก็สามารถเดินมาที่ร้านได้ค่ะ ไม่ไกลมาก หรือถ้าไม่อยากเดินเยอะก็นั่ง Tokyo Metro มาลงที่สถานี Kyobashi ได้เลย ออก exit 5 เดินต่อไปอีกประมาณ 50 ม. ก็ถึงหน้าร้านแล้วค่ะ ร้านไม่ใหญ่ มีแค่ไม่กี่โต๊ะ ถ้าไปช่วงบ่ายวันหยุดอาจต้องรอคิวนิดนึง


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

สุดท้ายนี้ก็ขออวยพรให้ทุุกท่านมีความสุข สดใส ชื่นมื่น รับวันพิเศษอย่างวันแห่งความรักนี้นะคะ :D

ピム宮 ~ pimmiya

Updated on Sep 24, 2012: ข่าวดีค่ะ ตอนนี้มีสาขาเพิ่มที่ Tokyo Sky Tree แลนด์มาร์คใหม่ใจกลางกรุงโตเกียวแล้ว ใครมีโอกาสแวะไปแถวนั้นก็ไปอุดหนุนกันได้นะค้า~

Friday, 10 February 2012

Kimkatsu & Genkatsu キムカツ & ゲンカツ

พูดถึงหมูทอดแบบญี่ปุ่นหรือ Tonkatsu หลายคนคงนึกถึงหมูสันในหรือไม่ก็สันนอกชุบขนมปังป่นแล้วนำไปทอดใช่มั้ยคะ วันนี้พิมมิยะจะขอพาคุณผู้อ่านไปชิมเมนูหมูทอดแบบที่ใช้ไอเดียบรรเจิดกว่านั้น แต่จะพิสดารกว่าชาวบ้านเค้ายังไง ตามมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

ก่อนอื่นขอแนะนำร้านก่อนนะคะ ร้าน Kimkatsu เป็นร้านแม่ของ Genkatsu ทั้ง 2 ร้านนี้อยู่ในเครือเดียวกัน ขายอาหารเหมือนกัน เมนูก็เหมือนกัน ในราคาเท่ากันเป๊ะ จะแยกเป็น 2 ชื่อทำไม อันนี้พิมมิยะก็ไม่ค่อยจะเก็ท ฮ่า~ แต่แอบสังเกตแบบมั่วๆเองว่าร้าน Kimkatsu จะแต่งร้านออกเรียบหรูกว่า ส่วน Genkatsu ออกแนววัยรุ่นหน่อยนึง สาขาที่พิมมิยะไปบ่อยๆ คือสาขาเซนได ที่นั่นใช้ชื่อร้าน Kimkatsu ค่ะ แต่เนื่องจากไปบ่อยเลยลืมถ่ายรูปหน้าร้านเอาไว้ซะงั้น แหะๆ งั้นดูรูปหน้าร้าน Genkatsu สาขา Yokohama ไปก่อนละกันนะคะ







เมนูขึ้นชื่อของทางร้านก็คือหมูทอดพันชั้น (เวอร์ไปนั่น ที่จริงมีประมาณ 20 กว่าชั้นน่าจะได้ค่ะ) เป็นหมูสไลซ์แผ่นบางเฉียบยิ่งกว่าวิสเปอร์ นำมาซ้อนกันเป็นชั้นๆ สอดด้วยไส้ แล้วเอาไปทอด ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งแบบไม่มีไส้ (Plain) และแบบไส้กระเทียม, ไส้ชีส, ไส้ต้นหอม, ไส้พริกไทยดำ, ไส้บ๊วยและใบชิโสะ (ใบชิโสะก็คือใบสีเขียวๆเป็นหยักๆที่เค้าชอบเอามาตกแต่งในจานอาหารญี่ปุ่น มีกลิ่นหอมประหลาดๆหน่อยนึง แต่กินได้ค่ะ) แล้วก็ไส้ส้มยูซุบวกพริกไทย การที่เค้าเอาหมูสไลซ์มาซ้อนกันนั้นก็เป็นเทคนิคที่ทำให้เนื้อหมูนุ่มขึ้นเวลาที่เราเคี้ยว แถมยังใส่ไส้เข้าไปได้ง่ายอีกด้วย ฉลาดจริงๆเลยเนอะ


พิมมิยะขอแนะนำเทคนิคนิดนึงค่ะ ปกติถ้าไปร้านนี้คนเดียวมักจะต้องจ่ายแพง ทางที่ดีควรจะพาเพื่อนไปด้วยเหมือนที่พิมมิยะมักจะหลอกล่อคนอื่นไปช่วยหาร ฮ่า~ เพราะว่าถ้าสั่งหลายชิ้นจะยิ่งหารออกมาถูกลงค่ะ ถ้าสั่งหมูมาหารกันแล้วสั่งข้าวมาคนละชุด รวมแล้วก็ยังถูกกว่าแยกกันสั่งเซตหมูทอด 1 ชิ้นพร้อมข้าวแน่นอน แถมเรายังได้เลือกชิมหมูหลายๆรสด้วยนะคะ

ถ้าสั่งแบบหลายชิ้น เค้าก็จะปักป้ายบอกไว้ค่ะ ว่าอันไหนรสอะไร








ระหว่างรอเชฟทอดหมู พนักงานจะเอากะหล่ำปลีมาเสิร์ฟให้รับประทานกับน้ำสลัดไปพลางๆ กะหล่ำปลีร้านนี้อร่อยมากค่ะ ทางร้านเอากะหล่ำปลีไปแช่เย็นก่อนเสิร์ฟ กรอบสะใจ เติมได้ไม่อั้นอีกด้วย ส่วนน้ำจิ้มหมูทอดก็มีให้เลือก 3 แบบ คือ น้ำจิ้มทงคัทสึแบบปกติ, น้ำจิ้มที่ทำจากน้ำส้มยูซุ แล้วก็เกลือค่ะ หลายคนคงสงสัยว่าทงคัทสึจิ้มเกลือมันจะไปอร่อยได้ไง แต่พิมมิยะว่าจิ้มเกลือนี่แหละค่ะที่อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ เข้ากันจริงๆนะคะ







มาพูดถึงไส้กันบ้าง พิมมิยะโปรดปรานไส้กระเทียมและไส้ชีสมากที่สุด ส่วนไส้อื่นทานแล้วก็งั้นๆอะค่ะ
อันนี้ไส้กระเทียม เพื่อนคอมเมนท์ว่ากลิ่นเหมือนหมูทอดกระเทียมบ้านเรา ฮ่าๆ (แต่ก็เหมือนจริงๆแฮะ)


ไส้ชีส เยิ้มมาเชียว อร่อยค่ะ ชอบๆๆ


สำหรับสาวๆที่อยากจะคุมน้ำหนัก ถ้าใครไม่อยากรับประทานข้าวก็ไม่เป็นไรนะคะ ไม่จำเป็นต้องสั่ง ทางร้านเค้าจะให้กะหล่ำปลีเติมไม่อั้นมารับประทานกับหมูอยู่แล้ว แค่นั้นก็อิ่มแล้วแหละค่ะสำหรับผู้หญิงทานน้อยอย่างพิมมิยะ แฮ่~ แต่ถ้าสั่งเซตข้าวเค้าจะให้ซุปเต้าเจี้ยวมาด้วย ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งเต้าเจี้ยวแดงและเต้าเจี้ยวขาว พิมมิยะชอบซุปเต้าเจี้ยวแดง ส่วนข้าวของเค้าก็อร่อยมากนะคะ นุ่มสุดๆ

ปกติแล้วสาขาเซนไดที่ไปกินเป็นประจำจะทอดหมูได้สุดยอดมาก ไม่มันเลย แต่วันที่ไปกับนาโอะที่สาขา Yokohama นั้นผิดหวังนิดๆ เพราะเค้าทอดแล้วยังสะเด็ดน้ำมันออกไม่หมด เลยมันไปหน่อยค่ะ ไม่รู้ว่าวันอื่นเป็นอย่างนี้รึเปล่านะคะ

Kimkatsu Sendai: 5th floor KURAX Bldg., Sendai


Genkatsu Yokohama: 8th floor Yokohama MORE’S Bldg., Yokohama ออก West exit ของสถานี JR Yokohama ตึกอยู่ทางขวามือ

สาขาอื่นๆ ดูได้ในเว็บไซต์ Kimkatsu และ Genkatsu เลยนะค้า~

ピム宮 ~ pimmiya

Saturday, 4 February 2012

St. Bartholomä Historische Gaststätte

สวัสดีค่ะ คราวก่อนพีพาไปชิมจานเด็ดอย่างเจงกีสข่านที่ซัปโปโรแล้ว เอนทรี่นี้พิมมิยะขอเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการพาคุณผู้อ่านไปชิมอาหารอร่อยๆที่ทะเลสาบ Koenigssee หนึ่งในสามของทะเลสาบที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศเยอรมนีกันบ้างนะคะ

ใครที่มีโอกาสได้ไปเยือนแคว้น Bavaria แล้วพอจะมีเวลาเหลือซักวันนึง พิมมิยะขอเชียร์ที่นี่สุดใจขาดดิ้นเลยค่ะ สวยมากๆๆๆๆๆๆๆ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่พิมมิยะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าสวยที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมา สามารถเดินทางไปกลับภายในวันเดียวจากเมืองมิวนิคได้ โดยนั่งรถไฟ 2 ทอด ต่อด้วยรถบัสแล้วก็เรือ ก็จะมาถึงทะเลสาบนี้ ใช้เวลาเดินทางรวมแล้วเกือบ 4 ชม. อาจจะลำบากหน่อยนึง แต่รับรองว่าสวยคุ้มค่า พอมาถึงแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ

วิธีเดินทาง: จาก Munich (หรือ Munchen ตามภาษาเยอรมัน) นั่งรถไฟไปลงที่ Freilassing จากนั้นเปลี่ยนขบวนไปลงที่ Berchtesgaden (เสิร์ชตารางรถไฟได้ในเว็บ bahn.de) เสร็จแล้วนั่งรถเมล์จากหน้าสถานี Berchtesgaden (ดูตารางบัสได้ที่ป้ายรถเมล์) ไปลงที่ท่าเรือของทะลสาบ Koenigssee จากนั้นก็นั่งเรือมาจนถึงที่นี่ค่ะ St. Bartholomä Church เป็นโบสถ์บนเกาะกลางทะเลสาบแห่งนี้

ร้านที่จะพาไปชิมอยู่ข้างๆโบสถ์เลยค่ะ ในรูปมองจากท่าเรือ ร้านอยู่ทางซ้ายมือของโบสถ์ เป็นตึกสีเหลืองนวลๆ ชื่อร้าน St. Bartholomä Historische Gaststätte





เมนูหลักของร้านคือปลาที่จับกันสดๆมาจากทะเลสาบนี้ อร่อยมว้ากกกกกก สดจริงอะไรจริง


ปลาเทราท์ทอดเนยกระเทียม เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งหัวจิ๋วๆ





ปลาเทราท์นึ่ง


ปลาแซลมอนทอดเนยกระเทียม





สลัดไก่งวง จานนี้หมองไปเลยเมื่อเทียบกับน้องปลาทั้งหลาย





ตอนนั้นพิมมิยะและคณะแฮปปี้ดี๊ด๊ามากเลยค่ะ เพราะได้นั่งชมวิวสวยๆท่ามกลางเทือกเขา Alps พร้อมกับรับประทานอาหารอร่อยๆและจิบเบียร์เย็นๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้น Radler เหมือนเคย ร้านนี้เค้าใช้เบียร์ของ Hofbräuhaus โรงเบียร์ชื่อดังของมิวนิค





เมนูปลาทอดของร้านนี้อร่อยกว่าปลานึ่งในความเห็นของพิมมิยะ ปลาของเค้าสดมาก แถมยังเอามาปรุงได้อร่อยมากอีกด้วย เอร็ดอร่อยจนลืมความเหนื่อยจากการเดินทางไปเลยค่ะ ปกติพิมมิยะไม่ค่อยปลื้มเมนูปลาในร้านอาหารฝรั่งเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่มักจะออกแนวจืดๆไร้รสชาติ แต่ของร้านนี้ต้องยอมซูฮกจริงๆว่าของเค้ายอดมากค่ะ :D

ピム宮 ~ pimmiya

Credit: รูปอาหารและวิวสวยๆ โดยพี่สาวและน้องสาวสุดเลิฟ ขอบคุณมากค่า