Thursday, 28 June 2012

Ristorante Pizzeria Canto de Nelli

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน หลังจากเมื่อวานซืนได้คุยกับพิมมิยะ แล้วพิมมิยะถามนาโอะว่า "นี่เธอเลิกเขียนบล็อคแล้วเหรอ" ความละอายใจก็เข้ามาครอบงำจิตใจในทันใด *0* เลยต้องรีบมาปั่นเอนทรี่นี้ให้เสร็จก่อนจะมีร้านอาหารจากประเทศอื่นๆ มารีวิวให้คุณผู้อ่านได้ลองตามไปชิมกันค่ะ

เมื่อไปถึงประเทศอิตาลี หลายๆ คนก็ต้องอยากทานพิซซ่าใช่มั้ยคะ ตอนนาโอะวางแผนเที่ยวอิตาลี นาโอะแพลนว่าจะไปเมืองเนเปิ้ลเพื่อจะไปชิมพิซซ่าต้นตำรับกับเค้าซักครั้งนึง นาโอะทำการบ้านหาข้อมูลว่า กินร้านไหนดีน้า ถึงจะ Original จริงๆ พอไปถึงร้าน ก็สั่งกับคุณผู้ชายกันคนละถาดเล้ย (บ้าพลัง) พอพิซซ่ามาปุ๊บ อร๊ายยย~ มันน่ากินมว๊าก ชีสเยิ้มค่อดๆ แต่พอครั้นกัดเข้าไปคำแรกเท่านั้น เหอๆๆๆ เอาเป็นว่า รสชาติไม่ถูกปากอะค่ะ ขนาดนาโอะเป็นคนชอบทานพิซซ่ามาก แต่พิซซ่าถาดนั้นต้องแพคกลับโรงแรม และเป็นอาหารนกในวันถัดๆ ไป

แต่ความพยายามในการหาพิซซ่าอร่อยๆ ทานก็ยังมีอยู่ค่ะ เพียงแต่ว่าไม่ได้หาข้อมูลเอาไว้แล้วนี่ซิ ทำไงดีอะ เลยใช้ทฤษฎีตลอดกาลของนาโอะ คือ ร้านไหนคนเยอะ ร้านนั้นอร่อย อิอิ (แต่คุณผู้ชายที่ไปด้วยกันชอบแขวะว่า "ทัวร์อาจจะลงพอดีก็ได้นะเธอ" เราก็อย่าแคร์ค่ะ เราต้องลอง)

มาที่ Florence เมืองแห่งศิลปะของอิตาลี เดินผ่านร้านพิซซาเรียร้านนึง โอ้ว...คนเยอะมว๊ากกก แทบจะยืนรอกันหน้าร้าน เลยหันไปบอกคุณผู้ชายว่า "พรุ่งนี้เรามากินร้านนี้กัน" ที่เกริ่นมาทั้งหมดก็เพื่อจะรีวิวร้านนี้ละค่ะ -*-

ร้านนี้ชื่อว่า Canto De' Nelli เป็นร้านสไตล์ Ristorante (หรือภาษาไทยเรียกว่า ภัตตาคาร) ราคาก็จะสูงกว่าร้าน Pizzeria ทั่วไป อาจจะมี Service Charge เพิ่มในบางร้านค่ะ ร้านนี้ด้านบนเค้าทำเป็น Hostel ด้วย ถ้าเข้าไปอ่านใน TripAdvisor จะเห็นว่าได้รับคำชมมากพอสมควร ถ้าคุณผู้อ่านหาที่พักใกล้ๆ สถานีรถไฟ แถมคนพลุกพล่าน ราคาประหยัด ลองพิจารณา Hostel นี้ดูก็ได้นะคะ

ป้ายหน้าร้าน

น้ำแร่ขวดสวย

เนื่องจากนาโอะรับประทานมื้อเที่ยงมาเรียบร้อยแล้ว มื้อนี้เป็นมื้อเกือบๆ เย็นค่ะ (แปลว่ามันมีมื้อเย็นอีกมื้อ) เหตุเพราะ กลัวคนเยอะค่ะ เลยรีบมากินก่อน เพราะฉะนั้น อาหารที่นาโอะสั่งจึงมีแค่ สปาเกตตี้คาโบนาร่า กับ พิซซ่าหน้าแฮม เท่านั้นค่ะ

สปาเกตตี้คาโบนาร่า

สปาเกตตี้รสชาติโอเคเลยนะคะ แต่นาโอะรู้สึกว่ามันแห้งไปนิดนึง ถ้าชุ่มๆ กว่านี้คงอร่อยเหาะมากๆ


พิซซ่าหน้าแฮม

พิซซ่าหน้าแฮมของเค้ารสชาติอร่อยมากกกกกกกกกก ซอสมะเขือเทศชุ่ม รสชาติเปรี้ยว หวาน มัน กำลังดี ชีสเยิ้มๆ แฮมคุณภาพดี เอามาผสมรวมกัน เป็นพิซซ่าที่อร่อยที่สุดในทริปนี้เลยค่ะ โฮก ว่าแล้วก็อยากกินอีก


ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ Via del Canto dei Nelli, 22 Florence ค่ะ ถ้าคุณผู้อ่านมีโอกาสได้ไปเยือน Florence อย่าลืมแวะไปชิมร้านนี้กันนะคะ



แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้าค่ะ
nao~*

Friday, 22 June 2012

Amorino


สวัสดีค่ะ เอนทรี่นี้พิมมิยะจะพาไปชิมไอศครีมอร่อยๆอีกร้านในปารีส ร้านที่จะนำเสนอในวันนี้อาจจะไม่คลาสสิคอย่าง Berthillon เพราะไม่ได้เก่าแก่เท่า แถมยังมีสาขาทั่วปารีส ลูกค้าก็ไม่ต้องใช้ความพยายามในการหาร้านมากนัก (รู้สึกเหมือนกันใช่มั้ยคะว่าของที่หายากๆ จะดูมีคุณค่าเป็นพิเศษ) ถึงแม้ร้านจะมีสาขาอยู่มากมาย แต่อาจจะต้องอาศัยความอดทนในการรอคิวนิดนึงนะคะ เหตุเพราะอะไร มาดูกันดีกว่าค่ะ


ร้านนี้เป็นร้านขายเจลาโต้ที่ก่อตั้งโดยชาวอิตาเลียน ถึงตอนนี้ก็ขยายสาขาไปหลายประเทศแล้ว รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย ชื่อร้าน Amorino ที่แปลว่า Cupid ในภาษาอิตาเลียน โลโก้ของร้านก็เลยทำเป็นรูปคิวปิดตัวน้อย แต่ดันถือไอศครีมอยู่ในมือแทนที่จะเป็นคันธนู ฮ่า~


ร้านนี้กิ๊บเก๋กว่าร้านไอศครีมอื่นๆตรงที่เค้าตักไอศครีมเป็นรูปดอกไม้ค่ะ แสดงว่าพนักงานขายต้องใจเย็นและมีอารมณ์ศิลปินใช้ได้เลย ไม่งั้นคงไม่สามารถบรรจงตักไอศครีมแล้วปาดทีละกลีบ ถึงจะออกมาสวยงามอย่างที่เห็นได้ ไม่ว่าจะซื้อเป็นโคน (หรือถ้วย) ไซส์เล็กหรือใหญ่เค้าก็สามารถตักให้เราหลายรสได้ค่ะ สำหรับรสชาติของเจลาโต้ก็มีทั้งที่ทำจากนมและพวกซอร์เบท์ เวลาสั่งกับพนักงานให้บอกก่อนว่าจะเอากี่รส แล้วค่อยสั่งรสที่ต้องการ


ครั้งแรกที่อุดหนุน พิมมิยะสั่งโคนใหญ่ 4.50 € เป็นรส Pistacchio กับ Limone Femminello di Sorrento คือพิสตาชิโอกับมะนาว (จาก Sorrento เลยนะคะเนี่ย) เสียดายที่สีไม่ค่อยสวย แต่ดอกกุหลาบสวยมว้ากกกค่ะ เกือบไม่กล้ากินเลยทีเดียว :D เรื่องรสชาติพิมมิยะว่าพิสตาชิโอไม่อร่อยอย่างที่คิด เพราะกลิ่นและรสอ่อนไปนิดส์นึง ส่วนมะนาวเปรี้ยวดีค่ะ ติที่ขมไปหน่อย


หลังจากนั้นก็มีโอกาสอวดรูปให้เพื่อนๆดู J เค้าเลยสนใจอยากลองมั่ง เลยชักชวนกันไปชิมอีกซักรอบ แต่พนักงานคนที่ตักให้พิมมิยะนี่ดูหงุดหงิดตลอดเวลา ไม่รู้เธอทะเลาะกับแฟนมาหรืออะไร ผลงานเลยออกมาไม่งดงามเท่าที่ควร เทียบกับเจลาโต้ในมือของคุณน้องคนนี้ซึ่งเป็นฝีมือพนักงานอีกคนที่ตักขายแบบชิลด์ๆ สวยมากเลยเนอะ


อันข้างหน้าเป็นไอศครีมของพิมมิยะ ตรงกลางเละเชียว แอบเคืองเจ๊พนักงาน โคนนี้ราคา 3.50 € ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นโคนขนาดกลาง รส Dark chocolate, Vaniglia Bourbon (vanilla) แล้วก็ Arancia Rossa di Sicilia ซึ่งเป็นรสส้ม อร่อยทั้ง 3 รสเลยค่ะ โดยเฉพาะรสส้ม อร่อยเวอร์มากๆ แต่รสชอคโกแลตเนื้อเหนียวสู้ของ Berthillon ไม่ได้นะคะ พอดีพิมมิยะชอบไอติมชอคโกแลตแบบหนึบๆ ส่วนอีกโคนในรูปของนาย J เป็นรสชอคโกแลต (ไม่แน่ใจว่าเป็น mint choc รึเปล่า) กับ Mango Alfonso รสมะม่วงค่ะ เจ้าตัวบอกว่าอร่อยกว่าของ Berthillon ซะอีก J เค้าปลื้มรสที่เป็นซอร์เบท์ของร้านนี้ อันนี้ก็นานาจิตตังกันไป

สำหรับคนที่สงสัยว่าตกลงร้านนี้หรือ Berthillon ใครเด็ดกว่ากัน อันนี้พิมมิยะแนะนำให้ลองทั้ง 2 ร้านเลย เพราะบางรสอีกร้านก็อร่อยกว่า แต่คุณค่าของ Amorino อยู่ตรงที่หน้าตาของไอศครีมที่เป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน ไม่ว่าจะเอาไว้เป็นพร็อพถ่ายรูปเก๋ๆ หรือจะซื้อมาเพื่อทานจริงจังก็เวิร์คทั้ง 2 แบบค่ะ อิอิ :D

ピム宮 ~ pimmiya

Thursday, 14 June 2012

Jacques Genin


สวัสดีค่า~ เรามาชิมของหวานๆในปารีสกันต่อดีกว่า เอนทรี่นี้อาจจะสั้นไปนิดนะคะ เพราะจะนำเสนอแค่เมนูเดียว แต่รับรองว่าเด็ดจริงอะไรจริง ร้านนี้อยู่แถว ​Marais หนึ่งในย่านฮิปๆของปารีส
มงสิเออร์ Jacques Genin ผู้เป็นเจ้าของร้านนี้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการทำ chocolate และ caramel ซึ่งกูรูหลายคนยกให้ caramel, éclair chocolat แล้วก็ Mille-feuille ร้านนี้ติดอันดับต้นๆของปารีสเลยทีเดียว โอ้ว.. แล้วที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคือ mille-feuille ของร้านนี้เป็นแบบ made-to-order ซะด้วย สามารถเลือกไส้ให้ทางร้านประกอบร่างมิลเฟยให้ ไม่ธรรมดาเลยนะคะเนี่ย



เห็นตู้ชอคโกแลตแล้วตาลายเลย ส่วนตู้คาราเมลก็ไม่แพ้กัน แต่พิมมิยะไม่ได้ลองชิมเพราะปกติไม่ได้ปลื้มคาราเมลเท่าไหร่ ส่วนอีกเหตุผลนึงที่ไม่ได้ซื้อคือแพงมากค่ะ เค้าขายเป็นขีด พิมมิยะจำราคาที่แน่นอนไม่ได้ คุ้นๆว่าขีดนึงประมาณ 600 กว่าบาท (ถ้าจำไม่ผิด) เลยซื้อไม่ลง เหอๆ ที่ว่าเค้าอร่อยกันนักหนาเป็นรส passion fruit mango ค่ะ ใครได้ลองแล้วช่วยบอกหน่อยนะคะว่าอร่อยอย่างที่เค้าว่ากันรึเปล่า


เมนู ราคาสำหรับนั่งรับประทานในร้านจะแพงกว่าหน่อยนึง


พอดีว่าวันนั้นพวกเราไปถึงตอนร้านใกล้จะปิดแล้วค่ะ เลยเหลือขนมให้เลือกไม่มากนัก มิลเฟยที่พิมมิยะแอบเล็งไว้ก็หมดแล้ว แต่ยังโชคดีที่ยังมีเอแคลร์ชอคโกแลตนอนรออยู่ในตู้อีก 4 ชิ้น เลยจัดการซื้อใส่กล่องออกมาแบ่งกัน 4 คน 2 ชิ้น ชิ้นละ 4.80 €
แต่น..แตน..แต๊น.. น้องเอแคลร์หน้าตาดูดีมีสกุลเป็นอย่างยิ่ง ราดชอคโกแลตด้านบนไว้เยิ้มๆ น่ากิ๊น..


ด้านใน ไส้ทะลักทลาย



และแล้วก็มีเรื่องเศร้าเกิดขึ้นตอนแบ่งสมบัติกัน เพราะพิมมิยะดันทำของตัวเองตกค่ะ!! ณ โมเมนท์นั้นใจแป้วเลย เหมือนทำของรักหาย ฮ่า~ โชคดีที่เพื่อนๆน่ารักมาก แบ่งให้พิมมิยะชิม (แถมยังมีคนอาสาจะเก็บอันที่ตกพื้นมาทานแทนซะอีกแน่ะ แต่ด้วยจรรยาบรรณจึงทำให้ไม่สามารถเปิดเผยชื่อบุคคลผู้นั้นได้ นึกแล้วก็ยังฮา.. ทำไปได้เนอะ) ความรู้สึกแรกที่เข้าปากไปคือ อร่อยมว้ากกกกค่ะ!! แป้งบาง แถมให้รสสัมผัสที่กำลังดี ไม่กระด้าง แป้งข้างนอกกรอบนิดๆ ส่วนไส้ข้างในเข้มข้นได้ใจจริงๆ เค้าใส่โกโก้มาแบบเต็มที่ รสชาติก็หวานนิดหน่อยกำลังพอดี เป็นเอแคลร์ไส้ชอคโกแลตที่อร่อยที่สุดตั้งแต่พิมมิยะเคยกินมาเลยค่ะ แต่เสียดายที่ดันทำหล่นไปซะนี่ T^T

ถ้าใครมีโอกาสได้ไปย่าน Marais อย่าลืมแวะไปร้านนี้นะคะ พิมมิยะขอฝากชิมมิลเฟยด้วย ว่าสมคำร่ำลือรึเปล่า ลองแล้วเป็นยังไงบ้าง อย่าลืมแวะมาส่งข่าวกันบ้างนะค้า~ :D

Jacques Genin
133 rue de Turenne 75003 Paris








Special thanx: ตันตัน J และคุณถุง ที่แบ่งขนมอร่อยๆให้พิมมิยะกินในยามยาก ที่จริงมีเรื่องอยากขอบคุณมากมาย แต่คงบรรยายได้ไม่หมด ณ ที่นี้ ขอบคุณมากจร้า~ (ซึ้ง)

ピム宮 ~ pimmiya

Wednesday, 13 June 2012

Chez Clément


กลับมาชิมอาหารในปารีสกันต่อนะคะ คราวนี้ขอแนะนำของคาวบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าพิมมิยะหม่ำแต่ขนมเป็นอาหาร ^^” ร้านนี้ชื่อ Chez Clément เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่มีสาขากระจัดกระจายอยู่ทั่วปารีส สนนราคาไม่แพงมาก แถมยังรสชาติถูกปากด้วยค่ะ อาหารเค้าก็มีทั้งแบบเป็นจานเดี่ยวๆ หรือถ้าใครชอบจัดหนัก จะสั่งเป็นอาหารคอร์สก็ได้ ใครที่ไปปารีสมาแล้วคงจะเห็นว่าร้านอาหารฝรั่งเศสที่โน่นราคาแพงเอาการ ในร้านดังๆอาหารหลักจานนึงก็ประมาณ 20 € กว่าๆแล้ว ยิ่งถ้าเป็นร้านระดับติดดาวมิชลินแล้วล่ะก็มื้อนึงไม่ต่ำกว่า 100 € แน่นอน แต่ว่าร้านนี้ราคามิตรภาพกว่าเยอะเลย เพราะตกจานละ 10 € กว่าๆเท่านั้นเอง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวงบประมาณจำกัดอย่างแก๊งเรา เพราะต้องเก็บตังค์ไว้กินขนมต่อ ฮ่า~

มื้อนั้นนับเป็นมื้อแรกในปารีสของพวกเรา สาขาที่ไปอุดหนุนมาก็คือที่ Champ-Élysées เดินจากประตูชัยมาแค่ไม่กี่เมตรค่ะ ตอนเที่ยงๆคนเต็มร้าน แสดงว่าของเค้าต้องดีใช้ได้เลย



ระหว่างรออาหารก็เคี้ยวขนมปังไปพลางๆก่อน ย้ำว่าต้อง “เคี้ยว” อย่างจริงจังนะคะ เพราะขนมปังเหนียวมาก เหอๆ


มาดูอาหารจานหลักกันดีกว่า รอบแรกตันตัน คุณถุง หนุ่ม J และพิมมิยะสั่ง Poultry rotisserie (14.95 €) มาเหมือนกันเลย จานนี้ประกอบไปด้วย roast chicken, duck breast และ duck confit ประมาณว่าอยากลองหลายๆอย่าง แต่ทุกคนลงมติว่าชิ้นที่อร่อยสุดคือ duck confit ซ้ายมือสุดในรูปค่ะ เนื้อเป็ดถูกหมักจนกลมกล่อมได้รส ก่อนจะนำไปตุ๋นจนเปื่อยและทอดก่อนเสิร์ฟ เล่นเอาทุกคนติดใจเมนูนี้ไปเลย รับประทานคู่กับมันบดอร่อยๆ ว่าแล้วก็ขอถามหน่อย ใครพอทราบมั้ยคะว่าร้านไหนในกรุงเทพฯทำ duck confit ได้เริ่ดๆบ้าง พิมมิยะเริ่มเกิดอาการ "อยาก" อีกแล้ว แฮ่~

ส่วนหนุ่มเอ๋สั่งเมนูเนื้อ Beef rotisserie (14.95 €) มี rump steak, Charolais beefburger และ hanger steak มาในจานเดียวกัน แว่วมาว่าเนื้อนุ่มใช้ได้เลยนะคะ


มื้อนั้นทุกคนอิ่มอร่อยกันถ้วนหน้าเลยค่ะ และเมื่อมีโอกาสได้แวะไปแถว Champ-Élysées อีกครั้งก็เลยชักชวนกันไปอุดหนุนร้านนี้อีกซักรอบ

Griddled halibut steak with spring vegetables (18.50 €) ของตันตัน อร่อยดีค่ะ

คุณถุงสั่ง Salmon steak with home-made mashed potatoes and sunblush tomato (17.80 €) จานนี้ก็อร่อยค่ะ


ของหนุ่ม J เป็นจานพิเศษซึ่งมีเฉพาะบางวัน Troyes chitterling sausage with traditional mustard sauce and French fries (13.90 €) ดูจากสีหน้าแล้วเจ้าตัวไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่นะคะ


พิมมิยะสั่ง Pork ribs in honey (15.90 €) มาค่ะ ซี่โครงหมูหมักได้รสชาติ แถมยังเปื่อยกำลังดี ส่วนซอสน้ำผึ้งก็อร่อย ติว่ามันแห้งไปอะค่ะ จะเห็นว่าจานนี้เป็นเมนูชวนอ้วนมาก เพราะไม่มีผักเลย แหะๆ มีแต่หมูกับมันทอด เลยต้องแบ่งปันด้วยการกระจายความอ้วนให้เพื่อนๆด้วย อิอิ

สำหรับสาขาของร้านนี้ นอกเหนือจาก Champ-Élysées แล้ว ใกล้ๆแหล่งท่องเที่ยวอื่นอย่างแถว Opéra หรือ Saint-Michel (ซึ่งเดินไม่ไกลจาก Notre Dame de Paris) ก็มีนะคะ เชิญเข้าไปชมได้ในเว็บไซต์ของทางร้าน http://www.chezclement.com/ ได้เลยค่ะ




แล้วพบกันใหม่ในเอนทรี่หน้านะคะ พิมมิยะตั้งใจว่าจะพาไปชิมของหวาน-หวานในปารีสกันต่อ :D

ピム宮 ~ pimmiya

Tuesday, 5 June 2012

Pierre Hermé


หลังจากไปชิมยากิโทริกับพีในเอนทรี่ก่อนหน้านี้แล้ว รอบนี้กลับมาพบกับของหวานๆในปารีสกันต่อดีกว่านะคะ ครั้งนู้นพิมมิยะแนะนำร้านอมตะนิรันดร์กาลอย่าง Ladurée ไปแล้ว ถ้าจะไม่เล่าถึงร้านที่เป็นคู่ชกรุ่นน้องอย่าง Pierre Hermé ก็คงจะไม่ได้แล้วแหละค่ะ เพราะไม่ว่าใครต่อใครก็มักจะเอา 2 ร้านนี้มาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ

เดิมที Pierre Hermé เป็นเชฟขนมหวานที่ร้าน Ladurée นี่เอง ตอนหลังถึงได้แพลนที่จะแยกตัวมาเปิดร้านของตัวเอง แต่ตอนนั้นมงสิเออร์ปิแอร์ติดสัญญากับทางลาดูเรว่าจะไม่เปิดร้านของตัวเองในปารีส ก็เลยเลี่ยงๆมาเปิดร้านในญี่ปุ่นที่โรงแรม New Otani ในโตเกียวแทน นับเป็นบูติคแรกในโลกของ Pierre Hermé เลย ก่อนที่จะหมดสัญญากับทางลาดูเรและเปิดสาขาแรกในปารีสขึ้นที่ rue Bonaparte เมื่อปี 2002

พิมมิยะได้ชิมขนมของร้านนี้เป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นค่ะ ทีแรกก็ตั้งใจว่าจะไปอุดหนุนสาขาแม่ที่โรงแรมนิวโอตานิ แต่สืบทราบมาว่าที่สาขา Aoyama นั้นยั่วยวนยิ่งกว่านัก เนื่องจากมี chocolate bar ตั้งอยู่ แถมยังมีที่ให้นั่งรับประทานด้านบน และสาขานี้นับเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียวอีกด้วย พิมมิยะเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปที่สาขานี้แทนหลังจากเดินชิลด์ๆแถวย่าน Omotesando ต่อมาเรื่อยจนถึง Aoyama


ต้องขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายรูปร้านเอาไว้เลย เพราะไม่แน่ใจว่าเค้าอนุญาตให้ถ่ายได้รึเปล่า ตัวร้านส่วนที่มีที่ให้นั่งรับประทานอยู่ที่ชั้น 2 ค่ะ มองออกไปเห็นวิวถนน Aoyama เพลินๆดี


พิมมิยะเลือกเซตชื่อ Fetish Envie เนื่องจากเหลือบไปเห็นโต๊ะข้างๆนั่งทานอยู่อย่างเอร็ดอร่อย หน้าตาดูดีมาก เซตนี้นับเป็นขนมที่แพงที่สุดเท่าที่พิมมิยะเคยซื้อกินมาเลย ราคา 1,680 เยน (แทบเป็นลม.. เงินจำนวนนี้พิมมิยะเอามาซื้ออาหารสดทำกับข้าวได้ทั้งอาทิตย์เลยนะคะ) แต่ก็ต้องสารภาพว่าเป็นขนมที่อร่อยที่สุดที่เคยกินมาเช่นกัน สุดยอดจริงๆค่ะ เป็นเซตขนม 5 อย่างที่ทำจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ทั้งหลาย แต่มี Cassis (blackcurrant) เป็นนางเอก ประกอบไปด้วย Panna cotta, ไอศครีม, เยลลี่, มากาฮอง แล้วก็ก้อนสี่เหลี่ยมๆในรูป ไม่ทราบว่าเรียกอะไร (รู้อย่างเดียวคือ อร่อยม้ากกกค่ะ ฮ่า~)


ข้างในก้อนสี่เหลี่ยมอันนั้น ไส้เป็นแยม


ไอศครีมอร่อยมากค่ะ หวานอมเปรี้ยวกำลังดีเลย ส่วนพันนาคอตต้าก็หอม มัน สะใจพิมมิยะ ตัดความเลี่ยนด้วยรสเปรี้ยวของผลเบอร์รี่สดๆ


โหวตให้อันนี้เป็นที่สุดของเซตนี้เลย เพราะมากาฮองชิ้นนี้นี่แหละค่ะที่ทำให้พิมมิยะฝากเนื้อฝากตัวเป็นแฟนมากาฮองของปิแอร์ แอร์เมมาจนถึงทุกวันนี้ แป้งข้างนอกกรอบนิดๆ ส่วนไส้ข้างในก็หอม blackcurrant ขึ้นสมองเลย อร่อยมากถึงมากที่สุด


และเมื่อรู้ตัวว่าจะมีโอกาสได้ไปปารีส พิมมิยะก็หมายมั่นปั้นมือที่จะไปเยือนสาขาแม่ของปารีสที่ rue Bonaparte ให้ได้ค่ะ และเนื่องจากสาขานี้ไม่มีที่ให้นั่งรับประทานข้างในร้าน พวกเราเลยหอบขนมมานั่งกินกันที่หน้าโบสถ์ Église Saint-Sulpice ซึ่งก็เดินไม่ไกลจากร้าน (ใครที่เคยอ่าน/ดู The Da Vinci Code คงจะคุ้นๆกับชื่อโบสถ์แซงซุลปิซกันมาบ้างใช่มั้ยคะ) พวกเราก็เลยสบโอกาสทัวร์โบสถ์ไปด้วยในตัว :D


มาเปิดกล่องดูกันดีกว่าค่ะ วันนั้นเลือกขนมมา 3 อย่าง พร้อมมากาฮองอีก 4 ชิ้น
Ispahan กับ Vanilla tart


แล้วก็ Mille-feuille ไส้ครีม hazelnut แป้งพัฟฟ์บางเบา อร่อยค่ะ สอดไส้ด้วยครีมแฮเซิลนัทและชอคโกแลตกานาช แทรกด้วยเมล็ดแฮเซิลนัท เวลาเคี้ยวมันๆดี


มาตรวจสอบภายในของ Ispahan หลังจากถูกทำลายไปแล้วครึ่งนึงกันดีกว่าค่ะ ฮ่า~ เมนูนี้หน้าตาก็เหมือนของร้าน Ladurée เลย เป็นมากาฮองกุหลาบ featuring กับครีมกลิ่นกุหลาบ ลิ้นจี่และราสพ์เบอร์รี่สด แต่แน่นอนว่ามงสิเออร์ปิแอร์ผู้เป็นเจ้าของตำรับนี้ย่อมจะต้องพัฒนาให้แจ่มกว่าของ Ladurée เพราะมติเป็นเอกฉันท์ว่าชิ้นนี้ของปิแอร์ แอร์เมอร่อยกว่าของลาดูเรค่ะ ส่วนตัวพิมมิยะคิดว่าเป็นเพราะกลิ่นและรสชาติเข้มข้น แถมยังกลมกล่อมกว่าของลาดูเร สุดยอดจริงๆค่ะคุณผู้อ่านขา ขอกดไลค์ให้ซักร้อยครั้งเลย


ทาร์ทวานิลลา แป้งบางกรอบ ตัวครีมวานิลลาก็หอมอบอวล เห็นเมล็ดวานิลลาแทรกอยู่เต็มไปหมด J เค้าชอบชิ้นนี้ค่ะ


มาถึงมากาฮองกันบ้างค่ะ วันนั้นซื้อมาชิมลางกันแค่ 4 ชิ้น จะเห็นว่ามากาฮองของปิแอร์ แอร์เมนั้นสอดไส้มาเยอะมาก ทำให้มากาฮองชิ้นออกหนากว่า และรสชาติเข้มข้นกว่าของลาดูเร แต่เรื่องรายละเอียดปลีกย่อย ไว้คราวหลังพิมมิยะจะมาเล่าให้ฟังอีกที กรุณาอดใจรอก่อนนะค้า~



สรุปแล้วขนมของมงสิเออร์ปิแอร์ก็เยี่ยมยอดสมกับที่ได้รับยกย่องให้เป็น “Picasso of Pastry” ซะจริงๆ ขอบอกว่าร้านนี้เป็นหนึ่งใน A Must สำหรับคนที่ปลาบปลื้มขนมหวาน ซึ่งส่วนตัวพิมมิยะแล้ว ร้านนี้ถือเป็นสวรรค์ดีๆนี่เองค่ะ อยากทานอีกจัง :D

Pierre Hermé Bonaparte
72 rue Bonaparte 75006 Paris









Pierre Hermé La Porte Aoyama








ピム宮 ~ pimmiya