Tuesday, 24 April 2012

The Grand Central Oyster Bar & Restaurant

ห่างหายจากบล๊อคพักใหญ่ วันนี้พีกลับมาแล้ว และขอนำเสนอร้าน The Grand Central Oyster Bar & Restaurant ที่ New York


ร้านนี้ตั้งอยู่ในสถานี Grand Central เลย ซึ่งมั่นใจว่าใครมานิวยอร์คก็คงแวะมาถ่ายรูปแน่ๆ ร้านอยู่ชั้นใต้ดิน เดินตามป้าย Dining Concourse ไปเลยค่ะ มีร้านอาหาร/ขนมเยอะมากข้างล่างนี่ พีกะเพื่อนสาว M ตัดสินใจว่าเราจะนั่งดริงค์กันขำๆ ไม่กินจริงจัง (แต่เดี๋ยวดูเมนูที่สั่งแล้วจะรู้เลยว่านี่จริงจังมาก) เลยนั่งตรงบาร์


สั่งเครื่องดื่มกันก่อน Cosmopolitan สำหรับ M (สมกับที่มานิวยอร์ค) ส่วนพีสั่ง Dry martini (vodka) M บอกว่า Cosmo ของเธออร่อยมาก ส่วน martini ของพี เมามาก! ไม่หวงเหล้าเลย แรงมากถึงมากที่สุด แรงขนาดกินมะกอกไม่ไหวเพราะเค็มและแอลกอฮอล์แรง

หลังจากได้เครื่องดื่มไป เราก็สั่งของกินเบาๆ (??) ก่อนไปชอปปิ้งต่อ M บอกว่าเราต้องสั่ง Oysters Rockefeller กับ Clams Casino เพราะเป็นเมนูแนะนำ แล้วเราก็ไม่ลืมที่จะสั่งหอยนางรมสด เพราะอุตสาห์มา Oyster Barทั้งทีเลยให้พนักงานเค้าช่วยแนะนำให้ บอกว่าอยากได้หอยหวานๆ เค้าเลยแนะนำ Bluepoint ตัวที่ยอดนิยมของร้าน และ Hama-Hama ซึ่งมีรสหวานมาให้


พีค้นพบว่าโลกใบนี้มีหอยนางรมนานาชนิดมาก ปกติเราอยู่เมืองไทย เราไม่เคยรู้รสหอยสดๆเลย เพราะเราจะสาดน้ำจิ้มซีฟูดรสแซ่บแสนอร่อย ตามด้วยหอมเจียวกระถินอีกต่างหาก พอมาที่นี่ เค้ามีมะนาว น้ำส้ม vinegar กับคอกเทลซอสให้เท่านั้น ตามรูป ทางซ้ายจะเป็น Bluepoint สามตัวขวาจะเป็น Hama-Hama ขอบอกว่าตัวนี้อร่อยมาก หอยหวานมันรสชาติหวานกลมกล่อมจริงๆ กินสองแบบจะเปรียบเทียบกันได้เลย ถ้าชอบหอยหวานขอแนะนำ Hama-hama กับ Olympic Miyagi (ตัวหลังนี่ไปกินกันรอบสอง)


เมนูต่อมาเป็น Oysters rockefeller สำหรับคนไม่ทานหอยสด เค้าเอาผักโขมผัดกับซอสขาวและโปะกับหอยนางรมแล้วเอาไปอบชีส รสชาติครีมมี่แต่ไม่รู้สึกเลี่ยนเท่าไหร่นะคะพีว่า



เมนูสุดท้าย เล่นง่ายมาก Clams Casino หอยตลับตัวใหญ่ปรุงรสด้วยปาปริก้า แล้วเอาเบคอนโปะก่อนอบ จานนี้พีว่างั้นๆ เพราะเจอหอยนางรมดิบขโมยซีนไปหมดแล้ว

ส่วนอีกวันแวะมากินข้าวกันหลังเดินเล่นเสร็จ พีสั่ง Fish & Chips ก็อร่อยมาตรฐาน แต่ต้องยอมรับว่าของทะเลเค้าสดมาก ปลาเนื้อแน่น แต่กินคนเดียวนี่ไม่หมดจานอ่ะค่ะ portion เค้าใหญ่จริงๆ (สมกับที่เป็นสหรัฐอเมริกา)

ราคาร้านนี้อาจจะสูงหน่อย แต่ขอบอกว่าคุ้มจริงๆกับของทะเลสด drink ก็คุ้ม เพราะว่าแก้วเดียวก็เมาแล้ว ไม่ต้องกินเยอะให้เปลือง ร้านนี้แนะนำค่ะ

ป.ล. เค้าบอกว่า cheesecake ร้านนี้อร่อยมาก แต่พีไม่ได้เก็บท้องไว้สั่งเลย ใครชิมมาแล้วมาบอกด้วยว่าอร่อยจริงมั้ย

The Grand Central Oyster Bar & Restaurant
Lower Level, Grand Central Stations
89 East 42nd Street, New York, NY 10017
Website: http://www.oysterbarny.com/


View Larger Map

Sunday, 22 April 2012

Trattoria Mario ~ Firenze

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน เอนทรี่นี้นาโอะมานำเสนอร้านสเต็กที่อร่อยมากๆๆๆๆๆ ที่เมือง Florence ประเทศ Italy ค่ะ ร้านนี้ชื่อว่า Trattoria Mario ร้านนี้เป็นร้านกิจการในครอบครัวค่ะ สืบทอดกิจการมาจนรุ่นลูกรุ่นหลานเลยทีเดียว เปิดขายเฉพาะมื้อกลางวันเท่านั้น ถ้าคุณผู้อ่านมีโอกาสไป Florence และอยากลองชิมสุดยอดสเต็กชื่อดังของเมือง Florence ห้ามพลาดร้านนี้เด็ดขาดค่ะ ร้านเค้าขายเฉพาะให้นั่งทานในร้านเท่านั้น มีเมนูพวกพาสต้า ซุป และสเต็ก ไม่มีพิซซ่าเหมือนร้านอาหารทั่วไปในอิตาลีค่ะ และถ้าุคุณผู้อ่านอยากทานโดยที่ไม่ต้องรอนาน อาจจะต้องรีบไปก่อนเที่ยงนิดนึงค่ะ เพราะร้านนี้ลูกค้าเยอะมาก ยืนรอกันเต็มหน้าร้านเลยทีเดียว



ป้ายร้าน




หลักฐานความอร่อยแปะเต็มหน้าร้านเลยค่ะ เป็นบทความต่างๆ ที่เขียนถึงร้านนี้ในนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และอื่นๆ มากมาย มีหลากหลายภาษาด้วยค่ะ




เมนูหน้าร้านแบบลูกทุ่งๆ ค่ะ มีภาษาอังกฤษเขียนกำกับเอาไว้ในแต่ละเมนู หรือถ้าอยากดูเมนูโดยละเอียด ลองดูจากในเวบเค้าได้เลยค่ะ

นาโอะกับคุณผู้ชายที่ไปด้วยกัน เพิ่งทานมื้อกลางวันไปไม่นานค่ะ แต่มาเจอร้านนี้ราวๆ บ่ายสามก่อนร้านปิด เห็นคนรอเยอะแยะมากมาย เลยสนใจอยากลองขึ้นมา คุณผู้ชายสอบถามพนักงานต้อนรับ (ซึ่งก็เป็นหนึ่งในลูกหลานเจ้าของร้านนี่แหละค่ะ) ว่าเมนูไหนเป็นเมนูแนะนำ สรุปได้ความว่า เมนูแนะนำจริงๆ จะเป็น T-Bone Steak 35€/Kg. อารมณ์ว่าควรจะสั่งมาทานกันซักสองสามคนอะค่ะ ถ้านอกจาก T-Bone Steak แล้ว เค้าแนะนำ Boneless Beef Steak 11€ ว่าเป็นเมนูยอดนิยมของลูกค้าร้านนี้ เนื่องด้วยเราสองคนเพิ่งทานมื้อกลางวันมาไม่นาน เลยสั่ง Boneless Beef Steak มาคนละชิ้น (ขนาดไม่หิว ยังสั่งกันคนละชิ้น) เพราะคงกิน T-Bone Steak ชิ้นยักษ์ไม่ไหว แต่โต๊ะข้างๆ ที่เข้ามานั่งพร้อมกัน เป็นคู่ชาย-หญิง เค้าสั่ง T-Bone Steak ค่ะ แอบเห็นว่า พ่อครัวจะเลือกเนื้อและชูขึ้นมาให้ดูว่าไซส์นี้โอเคมั้ย เป็นเนื้อวัวสดๆ ก่อนจะนำไป cook ค่ะ ดูเหมือนโต๊ะข้างๆ จะหิวมาก เพราะเลือกชิ้นใหญ่มว๊ากกกก กินกันสองคนไหวได้ไงไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ฮ่า


บรรยากาศในร้านค่ะ จะเห็นว่าร้านค่อนข้างคับแคบ ถึงเป็นสาเหตุที่ลูกค้าต้องยืนรอกันเต็มหน้าร้านเลย

ระหว่างรอสเต็กอยู่ พนักงานจะเอาขนมปังก้อนเล็กๆ นี้มาเสิร์ฟค่ะ จริงๆ นาโอะอยากลองชิมเฟรนช์ฟรายส์ของทางร้านนี้มาก ได้ยินพนักงานบอกว่าเป็นเฟรนช์ฟรายส์ที่ทางร้านทำเอง แต่นาโอะคิดว่าถ้าสั่งมาต้องทานไม่หมดแน่ เลยได้แต่นั่งกลืนน้ำลายมองโต๊ะข้างๆ ที่สั่งไปค่ะ

และแล้วก็มาแล้วค่ะ สเต็กของเรา โฮ มันน่ากินมาก

ขอซูมใกล้ๆ 

เนื้อของเค้านุ่มชุ่มลิ้น juicy มากๆ ค่ะ แต่อาจจะจืดๆ ไปหน่อยสำหรับคนไทย เพราะเข้าใจว่าเค้าอาจจะไม่ได้หมัก หรือหมักน้อย แต่ความนุ่มของเนื้อมันสุดยอดจริงๆ ค่ะ อร่อยมากๆ

ถ้าคุณผู้อ่านได้มีโอกาสได้ไปเมือง Florence ประเทศ Italy อย่าลืมแวะไปชิมสเต็กร้านนี้นะคะ รับรองไม่ผิดหวังค่ะ

ร้านนี้เปิด 12.00 - 15.30 ทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดของประเทศอิตาลี


แล้วพบกันใหม่ค่ะ
nao~*

Thursday, 19 April 2012

Shi Sheng Claypot Frog 狮城砂煲活田鸡

เพื่อไม่ให้บล็อกเงียบเหงาจนเกินไประหว่างที่พีไปปฏิบัติภารกิจที่นิวยอร์ค (คาดว่าคงมีอาหารตามายั่วพวกเราอีกตามเคย) ระหว่างนี้ก็มาเรียกน้ำย่อยกันต่อด้วยอาหารจากสิงคโปร์ไปพลางๆก่อนละกันนะคะ
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่วางแผนจะเดินทางไปสิงคโปร์ คงจะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของโจ๊กกบ ณ เกลังซอย 9 กันมาบ้างไม่มากก็น้อย พิมมิยะเองก็หมายตาโจ๊กกบมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่สบโอกาสที่จะไปชิมกะเค้าซักที เนื่องจากไม่เคยหลอกล่อใครไปรับประทานเป็นเพื่อนได้สำเร็จ จนล่าสุดก็มีเหยื่อหลงมาติดกับ นั่นก็คือน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง ฮี่ๆ

พิมมิยะไม่เคยรับประทานกบมาก่อนเลย ครั้นจินตนาการถึงกบก็มักจะพาลให้ระลึกถึงสมัยเรียนปี 1 ที่ต้องเอากบดองมาผ่าดูอวัยวะภายใน (อึ๋ย~) แถมหลังเลิกเรียนอาจารย์ก็ยังใจดีให้เอากบใส่ถุงพลาสติกกลับไปกิน เอ๊ย.. เอาไปดูต่อที่บ้านอีกตะหาก นึกแล้วก็ยังสงสัยอยู่ว่าตอนนั้นตัวเองกับเพื่อนทำไปได้ไง ฮ่า~

เกริ่นเท่านี้ละกัน เดี๋ยวคุณผู้อ่านจะเกิดอาการรับประทานไม่ลงซะเปล่าๆ เรามาดูร้านกันเลยดีกว่าค่ะ
ร้านนี้มีชื่อว่า Shi Sheng Claypot Frog เป็นร้านกบหม้อดินแฟรนไชส์ที่คนสิงคโปร์เค้าว่ากันว่าอร่อยที่สุด ซึ่งสาขาแรกอยู่ที่ Geylang Road ตรงหัวมุมถนน Lorong 9 Geylang ซึ่งบริเวณนี้เป็นฟู้ดคอร์ท (Hawker) ขนาดย่อมๆ มีหลายร้านอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ร้านกบหม้อดินมีร้านเดียวนะคะ มองปราดเดียวก็รู้ว่าร้านไหน


หัวมุมฟากตรงข้ามเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเนื้อค่ะ แต่พิมมิยะไม่ได้ชิม เนื่องจากที่บ้านไม่ทานเนื้อ


สำหรับเมนูก็มีตั้งแต่โจ๊กใส่ขากบ หรือจะสั่งเฉพาะขากบอบหม้อดิน แล้วค่อยสั่งโจ๊กเปล่าๆมารับประทานคู่กัน (มี 3 ไซส์ SGD 2, 3 ,4) ส่วนขากบอบหม้อดินก็มีให้เลือก 2 แบบ คือแบบธรรมดา ใส่แค่ขิงกับต้นหอม (Ginger spring onion frog leg) แล้วก็แบบเผ็ด (Dry chilli frog leg) ซึ่งใส่พริกเพิ่มมาให้ด้วย มี 3 ขนาดด้วยกันคือ 1, 2 และ 3 ตัว (SGD 8, 16, 24 ตามลำดับ)
พิมมะกับน้องตัดสินใจสั่งแบบธรรมดากับแบบเผ็ดมาชิมลางอย่างละตัวก่อน พร้อมโจ๊กขนาดกลาง


Ginger spring onion frog leg


Dry chilli frog leg



Porridge ทางร้านโรยขิงกับต้นหอมมาให้แล้ว

โจ๊กร้านนี้เนื้อเนียนดีค่ะ เข้าคู่กันกับขากบอวบๆได้อย่างลงตัว ถ้าถามว่าระหว่างแบบธรรมดากับแบบเผ็ดอย่างไหนอร่อยกว่ากัน คำถามนี้ตอบยากมากเลย พิมมิยะรักพี่เสียดายน้อง ชอบทั้ง 2 แบบค่ะ เพราะน้ำซอสที่มาในหม้อนั้นอร่อยทั้ง 2 แบบ รสชาติออกเค็มๆหวานๆ มีกลิ่นหอมของขิงเจืออยู่นิดๆ ถ้าเป็นแบบเผ็ดก็จะยิ่งแซ่บขึ้นไปอีกนิดนึง แต่ก็ถือว่าจิ๊บๆสำหรับคนไทยเรา แนะนำให้ลองทั้ง 2 แบบเลยละกัน สุดท้ายพิมมิยะกับน้องก็สั่งแบบเผ็ดเพิ่มมาอีก 2 ตัว เพราะแค่ 2 ตัวแรกยังไม่จุใจเราพี่น้องค่ะ


ส่วนเนื้อกบนี่เหนือความคาดหมายอย่างแรง ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาว่าเหมือนเนื้อไก่ แต่พิมมิยะว่า texture ออกแนวเด้งๆกว่านั้น ประมาณเนื้อไก่ผสมเนื้อปลาเก๋าอย่างงั้นเลย อร่อยมว้ากกกกกกกค่า ติดใจซะแล้ว >_<

คนอื่นที่ไปด้วยไม่กล้ารับประทานกบกัน ก็เลยสั่งข้าวต้มปลากับออส่วนจากร้านข้างๆมาแทน ข้าวต้มปลาใช้ได้ค่ะ ปลาสด ไม่คาว แถมใส่เต้าหู้มาให้ด้วย แปลกดี แต่ออส่วนเฉยๆค่ะ พิมมิยะไม่ชอบซอสพริกที่เค้าให้มา รสชาติสู้ซอสพริกบ้านเราไม่ได้



ร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านที่พิมมิยะตั้งใจว่าต้องกลับไปอุดหนุนอีกแน่นอน สำหรับสาขาของร้านตอนนี้ก็มีที่ Chinatown กับ Bugis ด้วยค่ะ เราก็ไม่จำเป็นต้องถ่อร่างไปถึงเกลัง ส่วนในอนาคตคงจะมีสาขาเพิ่มกว่านี้ชัวร์ ก็ขายดีซะขนาดนั้น ใครที่อยากลองของแปลก (แต่อร่อย) ก็อย่าพลาดชิมนะคะ :D

Shi Sheng Claypot Frog
235 Geylang Road, Singapore





ピム宮 ~ pimmiya

Saturday, 14 April 2012

Nanxiang Steamed Bun Restaurant in Singapore

เอนทรี่นี้พิมมิยะยังคงพาทัวร์ร้านอาหารในสิงคโปร์กันต่อ คราวนี้เราไปชิมเสี่ยวหลงเปากันบ้างดีกว่านะคะ เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักเสี่ยวหลงเปาชื่อดังของร้าน Crystal Jade La Mian Xiao Long Bao จากค่าย Crystal Jade สิงคโปร์ กับอีกค่ายจากไต้หวันที่ติดดาวไปเรียบร้อยโรงเรียนมิชลินอย่าง Din Tai Fung ซึ่งทั้ง 2 ร้านนี้ก็มีสาขาที่กรุงเทพฯแล้ว

สำหรับที่สิงคโปร์ พีเค้ามักจะพูดว่า Crystal Jade อร่อยกว่า Ding Tai Fung อันนี้พิมมิยะก็ขอชูวงแขนสนับสนุนด้วยอีกเสียงนึง (แต่ติ่งไท้ฟุ่งที่ไต้หวันนั้นอร่อยจริงค่ะ แป้งบางมาก แต่ร้านที่สิงคโปร์ทำแป้งหนาเชียว ไม่ประทับใจเลย) ไปสิงคโปร์รอบนี้พิมมิยะก็อยากจะชิมของร้านอื่นบ้าง แว่วมาว่ามีร้านดังจากเซี่ยงไฮ้มาเปิดสาขาที่นี่ ชื่อร้าน Nanxiang Steamed Bun Restaurant พิมมิยะยังไม่เคยไปเซี่ยงไฮ้ ก็เลยไม่รู้ว่าร้านต้นตำรับที่โน่นอร่อยขนาดไหน ก็เลยขอลองที่สาขาสิงคโปร์ไปก่อนละกันนะคะ



พนักงานมาเสิร์ฟถั่วให้พวกเราประทังความหิวไปพลางๆ ถั่วร้านนี้อร่อยดีค่ะ เปื่อยกำลังดี



Nanxiang drunken chicken (SGD 6.80) ไก่แช่เหล้า เนื้อไก่นุ่มดี ส่วนรสชาติก็เหมือนไก่แช่เหล้าทั่วไป ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ



Chilled tofu with century egg (SGD 4.50) เต้าหู้เย็นเสิร์ฟพร้อมไข่เยี่ยวม้า และที่เห็นเป็นครีมสีเทาๆที่ราดอยู่ด้านบนนั่นเป็นครีมงาดำค่ะ เนื้อเต้าหู้เนียนนุ่มดี เสริมด้วยกลิ่นหอมของงาดำและรสชาติของไข่เยี่ยวม้า คุณน้องสาวปลื้มเมนูนี้มาก



อันนี้เป็นเมนูที่ตั้งใจจะมาเพื่อชิมโดยเฉพาะ King-sized Nanxiang crab roe steamed soup bun (SGD 6.80) เสี่ยวหลงเปาไซส์ยักษ์ (ที่จริงเรียกว่า “เสี่ยว” ก็คงจะไม่ถูกนะ เพราะนี่ใหญ่มาก) ตอนที่ออร์เดอร์ พนักงานก็ย้ำแล้วย้ำอีกกับพิมมิยะว่า “No meat” แต่พิมมิยะก็ยืนกรานที่จะสั่ง เนื่องจากได้ยินกิตติศัพท์มาว่าเป็นเสี่ยวหลงเปาที่ใหญ่ถึงขั้นใช้หลอดดูดน้ำซุปข้างในขึ้นมา!! แหม.. ก็ครีเอทซะขนาดนี้ จะให้พลาดได้ยังไงล่ะคะ หน้าตาของเมนูนี้ก็เป็น (เสี่ยว) หลงเปาขนาดประมาณซาลาเปาทั่วไป แต่ข้างในเป็นน้ำซุปล้วนๆค่ะ ปริมาณพอๆกับน้ำแกงถ้วยเล็กๆถ้วยนึงเลย หอมกลิ่นไข่ปูที่ผสมอยู่ เสิร์ฟมาตอนที่ยังร้อนจี๋จนปากแทบพอง ติตรงที่ตัวแป้งหนาไปนิดนึง (แต่ถ้าไม่หนาก็คงจะบรรจุน้ำแกงไว้ไม่อยู่เนอะ) โดยรวมก็ให้คะแนนที่ความแปลกมากกว่ารสชาติค่ะ



ด้วยความสงสัย หลังจากดูดน้ำหมดก็เลยแบะข้างในออกดู มีแต่ไข่ปูกับน้ำซุป (แถมเนื้อปูติดมานิดนึง) มิน่าคุณพนักงานถึงได้ย้ำนักหนาว่า “No meat” เหอๆ




สำหรับพิมมิยะแล้ว ความสุขของการได้รับประทานเสี่ยวหลงเปาอยู่ตรงที่เวลาเราขบเบาๆให้แป้งขาดแล้วดูดน้ำซุปที่อยู่ข้างใน ก่อนที่จะตบท้ายด้วยไส้และตัวแป้งในภายหลัง ก็เลยไม่พลาดที่จะสั่งเสี่ยวหลงเปาแบบปกติมารับประทานด้วย วันนั้นเลือกมาแค่ 2 ไส้ค่ะ เป็น Crab roe & pork filling steamed soup bun (SGD 11.80/6 pcs.) เสี่ยวหลงเปาไส้ไข่ปูกับหมู คุณน้องสาวชอบเข่งนี้อีกแล้วค่ะ เห็นหม่ำไปหลายชิ้นเลย แต่พิมมิยะชอบ Crabmeat & pork filling steamed bun (SGD 9.00/6 pcs.) มากกว่า ได้เนื้อปูแบบเน้นๆกว่าเข่งเมื่อตะกี๊ น้ำซุปข้างในก็กลมกล่อม




Salted egg yolk prawn (SGD 12.80) กุ้งทอดราดซอสไข่เค็ม อีกหนึ่งเมนูโปรดของคุณน้องสาว ซอสไข่เค็มที่เคลือบไว้เข้มข้นดีค่ะ



Braised “Lion’s head” (SGD 5.80) สั่งมาแบบมึนๆว่ามันคืออะไร สรุปว่าเป็นหมูสับผสมเห็ดหอม ปั้นเป็นก้อนแล้วราดด้วยซอสเปรี้ยวหวานเหนียวๆสไตล์อาหารจีน



Bean sauce minced pork noodle (SGD 7.80) บะหมี่หมูสับ ตัวเส้นบะหมี่อร่อยดี แต่ซอสหมูสับที่ราดมาจืดไปหน่อย



มาถึงของหวานกันบ้าง Golden pumpkin cake (SGD 3.60/2 pcs.) เป็นก้อนกลมๆอย่างที่เห็น ด้านในกลวง จุดเด่นอยู่ตรงที่เป็นแป้งเหนียวๆผสมเนื้อฟักทองแล้วเอาไปทอด แป้งบางเบามากถึงมากที่สุด อร่อยไปอีกแบบ



อีกจานนึง Yam pastry with sesame (SGD 5.20/4 pcs.) ด้านนอกเป็นแป้งแบบปอเปี๊ยะทอดแต่บางกว่า โรยด้วยงา ส่วนด้านในเป็นไส้เผือกกวน ไม่หวานค่ะ กำลังดี จานนี้พิมมิยะก็ชอบ



สำหรับเมนูอื่นๆ ชมได้ในเว็บไซต์ของทางร้านนะคะ 

โดยภาพรวมแล้วเสี่ยวหลงเปาของร้านนี้อร่อยมากค่ะ แป้งบาง ไส้กับน้ำซุปข้างในก็อร่อย แถมยังมีไส้ให้เลือกถึง 11 ไส้เลยทีเดียว ส่วนอาหารอื่นอย่างเต้าหู้ไข่เยี่ยวม้ากับกุ้งทอดราดซอสไข่เค็ม พิมมิยะก็ว่าอร่อยดี นอกนั้นเฉยๆค่ะ ถ้าใครเบื่อคริสตัลเจดหรือติ่งไท้ฟุ่งก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปชิมเสี่ยวหลงเปาของร้านนี้ดูสิคะ :D

Nanxiang Steamed Bun Restaurant in Singapore
-Bugis Junction


ピム宮 ~ pimmiya

Tuesday, 10 April 2012

Rochor Original Beancurd

คาดว่าหลายคนคงจะเอียนอาหารญี่ปุ่นที่นำเสนอไปแล้วไม่มากก็น้อย (แต่พิมมิยะยังไม่เบื่อนะ ทุกวันนี้ก็ยังอยากหม่ำอาหารญี่ปุ่นอยู่ค่ะ) ครั้งนี้เลยขอเปลี่ยนบรรยากาศเป็นร้านจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่อนาคตจะกลายเป็นหนึ่งในประชาคมอาเซียนอย่าง Singapore กันบ้างดีกว่า คนที่นู่นเค้าว่ากันว่าร้านนี้เป็นร้านขายเต้าฮวยที่อร่อยที่สุดบนเกาะสิงคโปร์เชียวนะคะ แล้วอย่างนี้จะให้พิมมิยะอุ๊บอิ๊บเก็บไว้ทานคนเดียวได้ยังไง

ร้าน Rocher Original Beancurd ตั้งอยู่แถวย่านถนน Selegie ซึ่งไม่ไกลจากถนน Orchard ซักเท่าไหร่ วันที่พิมมิยะไปก็เดินไปจากสถานี MRT Dhoby Ghaut ซึ่งอยู่ในระยะที่เดินไปได้ค่ะ พอไปถึงร้านก็หิวพอดี ฮ่า~

เดินมาเรื่อยๆตามถนน Selegie จนถึงแยกนี้ หัวมุมทางขวามือจะมีร้านขายข้าวมันไก่อยู่ เห็นคนอุดหนุนกันแยะเลย แต่เนื่องจากนี่ไม่ใช่เป้าหมายหลักของเรา จึงต้องจำใจเดินผ่านร้านนี้ไปก่อน




จากหัวมุมร้านข้าวมันไก่ให้เดินเลี้ยวเข้าถนนที่เห็นรถจอดอยู่ (Short Street) นิดเดียวก็จะเจอร้านอยู่ทางขวามือค่ะ เชื่อมั้ยว่าส่วนใหญ่ของรถเหล่านี้จอดรอซื้อเต้าฮวยกัน :D




หน้าร้านตอน 3 ทุ่ม คนเยอะตามคาด ใครอยากรับประทานของอร่อยร้านนี้ต้องใจเย็นนิดนึงนะคะ เพราะลูกค้ามากมาย ส่วนคนขายก็หน้าหงิกเป็นจวักเพราะขายดีเกิ๊น ที่จริงร้านถัดไปก็ขายเต้าฮวยเหมือนกัน แถมยังราคาถูกกว่าด้วย แต่ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย (น่าจ๋งจ๋าน) จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน




เมนูมีอยู่ไม่กี่อย่างเท่านั้น




เต้าฮวยอันโด่งดัง มาแบบเพลนๆอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ ราดน้ำเชื่อมมาให้หน่อยนึง ไม่มีการใส่เครื่องใดๆทั้งสิ้น




เนื้อเต้าฮวยขาวเนียนน่าเจี๊ยะ ได้รสชาติจากน้ำเชื่อมที่ราดมา หวานกำลังดี ทั้งคณะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเต้าฮวยที่เนื้อเนียนที่สุดตั้งแต่เคยทานมา ว้าว~




ของดังอีกอย่างของทางร้านคือน้ำเต้าหู้ น้ำเต้าหู้สไตล์สิงคโปร์จะเป็นแบบใสๆไร้กาก ใส่น้ำแข็งมานิดนึง ถึงจะใสแต่ไม่เจือจางนะคะ (งงมั้ยเอ่ย) หอม อร่อย หวานน้อยๆกำลังดี ปกติแล้วคนที่นี่เค้าดื่มน้ำเต้าหู้แทนน้ำเปล่าได้เลยค่ะ จะเห็นว่าตามฟู้ดคอร์ทหรือที่เรียกกันว่า Hawker มีคนดูดน้ำเต้าหู้แทนน้ำกันเต็มไปหมด ส่วนอีกแก้วเป็นน้ำเฉาก๊วยที่ซื้อมาเพราะอยากลองทั้งๆที่คนสิงคโปร์เองก็บอกว่าไม่อร่อย (แล้วยังไม่เชื่อเค้าอีกเนอะ ^^”) พิมมิยะขอห้ามคนอื่นซื้อเฉาก๊วยร้านนี้รับประทานเด็ดขาดเลย รสชาติไม่ได้เรื่อง มันคือวุ้นดีๆนี่เอง เก็บท้องไว้ทานเต้าฮวยดีกว่าค่ะ




ปาท่องโก๋ (You Tiao) ไม่ต้องสั่งมาให้แคลอรี่เกินนะคะ เพราะทางร้านทอดทิ้งเอาไว้เลยไม่ร้อน (ถ้าร้อนจะแจ่มมาก) แล้วก็อีกอย่างคือ Butterfly bun อันนี้ก็ไม่ร้อน คนอื่นบอกว่ารสชาติเหมือนซาลาเปาทอดโรยงา แต่พิมมิยะว่าเหมือนแป้งกล้วยแขกแฮะ จริงๆแล้วคนสิงคโปร์เค้าแนะนำทาร์ทไข่ของร้านนี้ด้วย แต่พิมมิยะดูโหงวเฮ้งแล้วไม่น่าจะกรอบ ก็เลยไม่ได้ซื้อมาชิม




สรุปแล้วเต้าฮวยกับน้ำเต้าหู้ของร้านนี้เด็ดสมคำร่ำลือจริงๆค่ะ อิ่มสบายท้องโดยไม่ต้องพึ่งไวตามิลค์ ถ้ามีโอกาสล่ะก็ห้ามพลาดร้านนี้เชียวนะคะ ส่วนเมนูอื่นของร้าน บอกผ่านไปได้เลยค่ะ เสียดายตังค์ (ยกเว้นทาร์ทไข่ที่เค้าว่ากันว่าอร่อยนะ พิมมิยะไม่ได้ลอง) :D

Rochor Original Beancurd
2 Short Street, Singapore
Open daily 12.00 pm-12.00 am




ピム宮 ~ pimmiya

Wednesday, 4 April 2012

Yamamotoya Souhonke 山本屋総本家

พบกันอีกแล้วนะคะ สำหรับเอนทรี่นี้พิมมิยะขอพาคุณผู้อ่านกลับไปชิมอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างของเมือง Nagoya และคงจะเป็นร้านสุดท้ายของนาโงยาจากทริปปีใหม่ที่ผ่านมาที่พิมมิยะจะเอามารีวิวให้ชมกัน เพราะของดังอย่างอื่นของเมือง พิมมิยะไม่ให้ผ่าน (ที่จริงยังมีเหลืออีกร้านนึงค่ะ แต่ไว้รอให้นาโอะมารีวิวเองละกัน)

นอกเรื่องออกอ่าวไปซะไกล กลับมาพูดถึงร้านนี้กันต่อดีกว่า ร้านนี้เป็น 1 ใน 2 ของร้านขาย Misonikomi Udon ชื่อดังของเมืองนี้ เมนูนี้เป็นอุด้งที่มาในน้ำซุปมิโสะ (เต้าเจี้ยว) ซึ่งเจ้ามิโสะนี่เป็นของดังของเมืองเค้า อย่างที่พิมมิยะเคยเกริ่นไว้ตอนที่พาคุณผู้อ่านไปชิม Misokatsu ที่ร้าน Yabaton ในเอนทรี่ก่อนหน้านู้น

ก่อนจะมาเยือนนาโงยา เพื่อนชาวนาโงยาได้เตือนล่วงหน้าไว้ว่าอาหารเมืองนี้รสชาติจัดจ้านผิดจากอาหารญี่ปุ่นทั่วไป ขนาดคนญี่ปุ่นบางคนยังรับประทานไม่ลงเลย พิมมิยะอาจจะกินไม่ไหวก็ได้นะ โฮะๆ รู้จักพี่ไทยน้อยไปนะคะเนี่ย

ร้านที่จะแนะนำในคราวนี้ ชื่อร้าน Yamamotoya Souhonke สาขาที่ไปพิสูจน์หลักฐานมาคือสาขาที่ชั้น 13 ตึก JR Central Tower ซึ่งเป็นตึกเดียวกับ JR Nagoya Takashimaya ทั้งที่พิมมิยะไปก่อนร้านเปิดตอน 11 โมงอยู่ประมาณ 15 นาที คิวก็ยาวไปประมาณค่อนของพื้นที่ชั้น 13 แล้วแหละค่ะ ณ จุดนั้น พิมมิยะก็เพิ่งรู้ว่าของเค้าดังจริงนะคะเนี่ย





เมนูที่พิมมิยะสั่งเป็นเมนูแนะนำของร้าน แปลง่ายๆก็หม้อไฟมิโสะใส่ไก่ Nagoya cochin ซึ่งพิมมิยะเคยเล่าถึงไก่พันธุ์นี้ให้ฟังไปแล้วตอนรีวิวร้าน Akaitori ครั้งนั้นรู้สึกว่ายังได้ชิมไก่นาโงยาโคชินไม่สะใจ เพราะครั้งแรกรู้สึกว่าเนื้อไก่ไม่ได้ออกแนวเนื้อนุ่มเหมือนไก่ที่เลี้ยงโดยบริษัทยักษ์ใหญ่บ้านเรา แต่เนื้อคล้ายๆไก่บ้านของไทยนี่แหละค่ะ เลยสงสัยว่าตัวเองโดนหลอกรึเปล่า ต้องขอพิสูจน์อีกซักรอบ ฮ่า~




อาหารที่สั่งไว้มาแล้วค่ะ ยังไม่ทันเปิดฝากลิ่นก็ลอยมาแต่ไกล ทำเอาต่อมน้ำลายของพิมมิยะเริ่มทำงานขึ้นมาทันที อุด้งของร้านนี้จะถูกเสิร์ฟมาในหม้อดินที่เก็บความร้อนได้ดีแบบนี้ค่ะ (พิมมิยะทานถึงคำสุดท้ายก็ยังร้อนอยู่นะ สุดยอดไปเลย) ส่วนกระบอกข้างๆเป็นพริกผสมเครื่องเทศอะไรก็ไม่รู้ พิมมิยะลองโรยดูแล้วไม่ปลื้มแฮะ





ตอนแรกเปิดฝาออกมายังเดือดปุดๆอยู่ ส่วนหน้าตาข้างในก็ราวกับแฝดผู้น้องในเมนูที่โชว์ไว้หน้าร้านเลย หลังจากตักน้ำซุปเข้าปาก สิ่งแรกที่คิดคือรสชาติแปลกแฮะ แต่แปลกไปในทางที่ดีนะคะ คือน้ำซุปเค้ากลมกล่อมดีในความคิดของพิมมิยะ รสเค็มนำพร้อมกับรสหวานรองลงมา และยังมีกลิ่นมิโสะหอมๆเจืออยู่ด้วย เข้มข้นดี สรุปว่าชอบค่ะ สุดท้ายพิมมิยะก็ซดจนหมดหม้อ :D




มาดูเครื่องที่เค้าใส่มาให้กันดีกว่า อันนี้ของโปรดของพิมมิยะ Tsukune เป็นไก่บดผสมเครื่องเทศนิดๆ อร่อยมากค่ะ สำหรับเมนูนี้ไม่ใช้ไก่บ้านๆมาทำสึคึเนะนะคะ แต่ทำจากไก่นาโงยาโคชินเชียวนะเออ





ส่วนอันนี้เนื้อไก่นาโงยาโคชินมาเป็นชิ้นๆเลยค่ะ พอเข้าปากไปแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า..นี่มันไก่บ้านชัดๆ!!





ไข่แดงเยิ้มๆได้ใจมาก ส่วนเส้นอุด้งทำเองของร้านเค้าก็เหนียวนุ่มดีทีเดียว





ลูกชิ้นปลา มาเป็นแผ่นบางๆ





เต้าหู้ทอด





เกี๊ยวซ่าก็มีนะ อันนี้พิมมิยะว่าเข้ากันกับชามนี้อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ พิมมิยะชอบ Tsukune กับเกี๊ยวซ่าในหม้อนี้มว้ากกกกก





มีโสมด้วย จะโด๊ปกันไปไหนคะเนี่ย (รู้สึกคุ้มตังค์ที่จ่ายขึ้นมานิดนึง ฮ่า~)





สรุปแล้วพิมมิยะว่าอร่อยดีค่ะสำหรับเมนูนี้ น้ำซุปใส่มิโสะมาทำให้มีรสชาติเค็มๆหวานๆ แล้วก็เข้มข้นสะใจดีด้วย คนที่ชอบอาหารรสจัดน่าจะปลื้มอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่ารสชาติแตกต่างจากอาหารญี่ปุ่นทั่วไปโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ บางคนอาจจะไม่ชอบก็ได้ อันนี้ก็แล้วแต่บุคคลนะคะ

สำหรับสาขาของร้านนอกจากที่นาโงยาแล้ว ในโตเกียวก็มี 2 สาขาด้วยกัน คือที่ Kanda กับ Ningyocho ถ้าใครมีโอกาสได้ลองชิมแล้วมีความคิดเห็นว่ายังไงก็มาแชร์กันได้นะคะ พิมมิยะก็อยากรู้ว่าคนอื่นจะชอบเหมือนกันมั้ยน้อ :D

ピム宮 ~ pimmiya