Monday, 31 December 2012

รวมร้านไม่ถูกปาก ภาค 3

สวัสดีค่า พิมมิยะมาปิดท้ายเอนทรี่พิเศษฉลองครบรอบวันเกิดของบล็อกกับร้านที่ไม่พิเศษ อิอิ.. เป็นการรวบรวมมื้อที่ไม่ประทับใจสุดๆในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งก็มีแค่ไม่กี่ร้าน ตามมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

พิมมิยะเคยชิมข้าวปั้นไส้กุ้งทอดหรือที่เรียกกันว่า เทนมุสึ ของกินชื่อดังของเมืองนาโงย่าเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนั้นก็ยังรู้สึกว่าไม่อินค่ะ สงสัยว่ามันอร่อยตรงไหนเนี่ย หรือว่าเป็นเพราะร้านที่ซื้อทานไม่ใช่ร้านเด็ด?? พอมาถึงทริปปีใหม่ปีที่แล้วเลยตั้งใจว่าจะให้โอกาสอาหารชนิดนี้อีกซักครั้ง ก่อนหน้าจะไปนาโงย่าพิมมิยะก็ลองเสิร์ชหาร้านอร่อยดู ได้ความว่าร้านชื่อตามรูปข้างล่างนี่แหละค่ะที่อร่อยที่สุด แต่ด้วยความที่ติดวันหยุดยาวช่วงปีใหม่ สาขาแม่ก็เลยปิด สุดท้ายพิมมิยะก็เลยไปอุดหนุนสาขาของร้านนี้ที่ช้อปปิ้งอาร์เขตใต้ดินตรงข้ามสถานีเจอาร์นาโงย่า (ชื่อของห้างสะกดว่า อี-เอส-ซี-เอ ค่ะ -- ใครที่ไม่ได้อ่านตั้งแต่เอนทรี่แรกอย่าเพิ่งงงนะคะ พวกเราไม่อยากพิมพ์ชื่อสถานที่เป็นภ.อังกฤษ เหตุเพราะกลัวถูกฟ้องค่ะ ฮ่า~) ร้านเป็นแผงเล็กๆสีส้มทางซ้ายมือในรูป



พิมมิยะสอยเทนมุสึมาแพ็คนึง ในแพ็คมี 5 ชิ้นค่ะ หิ้วมานั่งทานในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เปิดมาเห็นข้าวเป็นเม็ดสวยงาม ห่อด้วยสาหร่าย ประเมินจากหน้าตาแบบนี้ดูท่าน่าจะอร่อยใช่มั้ยคะ แต่ที่ไหนได้..



พอกัดเข้าไปแล้วพบว่าข้าวหนาเกินไปค่ะ แถมข้าวยังแข็งอีกด้วย ส่วนซอสที่ทาเคลือบไส้กุ้งทอดก็จืดๆ เลยรู้สึกว่าเลี่ยนมาก สุดท้ายพิมมิยะเลยต้องทานแต่กุ้งกับสาหร่าย เอาข้าวกับแป้งเทมปุระโยนทิ้งถังขยะ แล้วสะบัดบ๊อบเดินมุ่งหน้าเข้าไปทานราเมงที่ร้านอิปปุโดแทน โฮ~ เสียดายตังค์เป็นที่สุด



เย็นวัันนั้นพิมมิยะไปทานขนมกับเพื่อนชาวนาโงย่าก็เลยเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนหัวเราะเยาะแล้วบอกว่าขนาดเค้าเองยังไม่ทานเทนมุสึเลย เพราะมันไม่อร่อย พิมมิยะโดนหลอกเข้าซะแล้ว ฮือๆๆ แล้วทำไมไม่เตือนกันก่อนล่ะคะคู้ณ.. นี่นับเป็นหนึ่งในอาหารญี่ปุ่นไม่กี่อย่างที่พิมมิยะจะไม่ให้โอกาสได้แก้ตัวอีกแล้ว

ส่วนร้านสุดท้ายเป็นตัวแทนจากฮ่องกง พิมมิยะขอเรียกแบบบ้านๆว่าบะหมี่นายหมัก บะหมี่ของนายหมักนี่ได้ชื่อว่าเป็นร้านบะหมี่ในตำนานของฮ่องกง มีชื่อเสียงระบือไกลจนได้ลงในนิตยสารของญี่ปุ่นซะด้วย เห็นคนไทยหลายคนรีวิวไว้ บางกระแสก็ว่าอร่อย บ้างก็ว่าไม่อร่อย พิมมิยะดื้อเองที่ไม่เชื่อคำเตือนของนาโอะกับเพื่อนของพิมมิยะอีกคน ก็เลยหาเรื่องใส่ตัวจนได้ ด้วยความสงสัยว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงได้ฮิตซะเหลือเกิน

หลังจากช้อปปิ้งพอหอมปากหอมคอแถวสถานีเซนทรัลก็เลยไปอุดหนุนที่สาขาแม่ของร้านที่ย่านนั้นค่ะ พิมมิยะจัดแจงสั่งเมนูมาตรฐานอย่างบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง พร้อมกับคะน้าฮ่องกงราดน้ำมันหอยมาชิม ปรากฏว่าบะหมี่ถ้วยเล็กกระจิ๊ดเดียว ขนาดเท่าถ้วยซุปบ้านเราน่าจะได้ค่ะ มีเกี๊ยวกุ้งอยู่ 4 ตัว


เส้นบะหมี่เป็นเส้นเล็กๆ เหนียวนุ่มดี ส่วนเกี๊ยวกุ้งก็ตัวเล็กกระจิ๋วหลิวตามขนาดถ้วยที่ใส่ ผิดความคาดหวังที่จะได้ทานเกี๊ยวกุ้งเด้งๆลูกใหญ่ๆ แต่ที่แย่ที่สุดของชามนี้เห็นจะเป็นนำ้ซุป มันมากค่ะพี่น้อง แถมยังจืดสนิทไร้รสชาติ เลี่ยนได้ใจจริงๆ

ตัวคะน้าฮ่องกงก็รสชาติเหมือนร้านทั่วๆไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ สรุปแล้ว 2 จานนี้ไม่อร่อยสมกับราคา 55 เหรียญที่พิมมิยะจ่ายไป แถมโดนนาโอะและเพื่อนค่อนแคะอีกตะหาก ฮ่า~ คือราคาของร้านนี้แพงกว่าร้านอื่นเกือบเท่าตัว แถมให้ปริมาณน้อยกว่า รสชาติก็ยังไม่ไหวจะเคลียร์อีก อย่างนี้คงต้องขอบ๊ายบายนายหมัก อย่าได้มาเจอกันอีกเลยนะคะ เหอๆๆ

ที่ว่าไปก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักในปีนี้ (ฮอตชอคโกแลตร้านดังที่ฝรั่งเศส, เทนมุสึ แล้วก็บะหมี่นายหมัก) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของพวกเราล้วนๆ อาจจะไม่ตรงกับความเห็นของคนอื่นๆก็ได้ คุณผู้อ่านลองพิจารณาเองดีกว่านะคะ ^^

สุดท้ายนี้พิมมิยะก็ขออวยพรให้คุณผู้อ่านประสบแต่สิ่งดีๆ และได้ทานแต่ของอร่อยตลอดปี 2556 ที่กำลังจะมาเยือน (วกเข้าเรื่องของกินตลอดเลยเนอะ อิอิ) แล้วพบกันใหม่ปีหน้าค่ะ :D

ピム宮 ~ pimmiya

Thursday, 27 December 2012

Tetsu Nabe ~ 鉄なべ

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน

วันนี้นาโอะขอคั่นเอนทรี่ Anniversary ของพิมมิยะซะหน่อยนะคะ นาโอะเคยรีวิวร้านเกี๊ยวซ่าร้านดังแห่งเมือง Utsunomiya ไปแล้ว วันนี้นาโอะจะขอรีวิวร้านเกี๊ยวซ่าเจ้าอร่อยแห่ง Fukuoka บ้างนะคะ คุณผู้อ่านบางท่านอาจจะเคยทราบมาบ้างว่า อาหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังใน Fukuoka นอกจากฮากาตะราเมงแล้ว ก็ยังมี เกี๊ยวซ่ากะทะร้อน หรือ Gyoza Nabe อีกอย่างนึง เมื่อปี 2009 ที่นาโอะไปเที่ยวฟุกุโอกะพร้อมพิมมิยะ พิมมิยะบ่นๆ ว่า พวกเราพลาด ไม่ได้กิน Gyoza Nabe กันเลย ครั้งนี้นาโอะเลยต้องจัดไปค่ะ นาโอะและชาวคณะชอบร้านนี้มากถึงขนาดต้องกลับไปกินอีก 1 รอบก่อนกลับกันเลยทีเดียว

ร้านนี้ชื่อว่า Tetsu Nabe ~ 鉄なべ ค่ะ แค่เดินผ่านหน้าร้านก็รู้แล้วว่าเค้าขาย Gyoza Nabe จริงๆ นาโอะเดินผ่านร้านนี้ตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงค่ะ แต่ว่าไม่คิดว่าเป็นร้านเดียวกับร้านที่ตัวเองหาไป พออีกวันจะไปทาน ก็จำได้ทันทีว่า เมื่อวานเห็นร้านนี้แล้วนี่นา

ป้ายหน้าร้าน

ประตูร้าน

ป้ายเกี๊ยวซ่า (เกี๊ยวซ่าดูไหม้ไปนิด แหะๆ)

พอเข้าไปถึงในร้านก็จะเห็นเคาน์เตอร์นั่งทานอาหารและครัวเลยค่ะ จะเห็นว่าที่นั่งชั้น 1 มีที่นั่งไม่มากนัก โต๊ะใหญ่จะอยู่ชั้น 2 ทั้งหมดค่ะ วันแรกที่นาโอะไปทานร้านนี้ไปตอน 6 โมงเย็น ยังไม่มีลูกค้าซักกะคน (ในรูปคือถ่ายตอนทานเสร็จแล้ว) อาจจะเพราะเป็นวันธรรมดา และร้านอย่างนี้คนมักจะเริ่มเข้ามาตอนค่ำๆ หลังเลิกงานมั้งคะ

ที่นั่งชั้น 1

รอบแรกไปกัน 4 คนค่ะ พนักงานพาขึ้นไปชั้น 2 และแจ้งว่า ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษนะจ๊ะ มีแต่เมนูภาษาญี่ปุ่น โอเคนะ พวกเราจะตอบอะไรได้คะ นอกจาก โอเค 555+

เมนู




เข้าร้าน Gyoza Nabe ยังไงก็ต้องสั่งเกี๊ยวซ่าถูกมั้ยคะ ตอนแรกพวกเราก็ป๊อด เลยสั่งแค่ 2 ที่ (1 ที่มีเกี๊ยวซ่า 8 ชิ้น) แล้วสั่งอย่างอื่นด้วย ได้แก่ ปลาซาบะสด, ปลาอิวาชิสอดไส้เมนไทโกะย่าง, หอยตลับผัดเนย, ปีกไก่พะโล้และยากิโซบะ

Gyoza Nabe

น้ำจิ้มเกี๊ยวซ่าปรุงเอง

ปลาซาบะสด

ปลาอิวาชิสอดไส้เมนไทโกะย่าง

หอยตลับผัดเนย

ปีกไก่พะโล้

ยากิโซบะ

สิ่งแรกที่มาเสิร์ฟคือ ปลาซาบะสดค่ะ คุณผู้ชายบอกว่า ปลาซาบะสดเนี่ยไม่ได้หากินกันง่ายๆ นะ ยิ่งเมืองไทยยิ่งหาไม่ได้ ส่วนใหญ่เราจะได้กินซาชิมิปลาซาบะดองทั้งนั้น ขนาดดองแล้วบางร้านยังเหม็นคาวมากเลย ปลาซาบะสดของร้านนี้อยู่ในน้ำซอสซึ่งน่าจะประกอบด้วย น้ำมันงา, โชยุ, มิรินและสาเก (เดาเอาล้วนๆ) ปลาซาบะเนื้อนุ่มอร่อยมว๊ากกกกกกกกกค่ะ ไม่มีกลิ่นคาวเลย ในชามเล็กๆ นั้นมีอยู่ประมาณ 5-6 ชิ้น แปบเดียว หายไปในพริบตา เพราะมันอร่อยมากจริงๆ ค่ะ

มาถึงเมนูสำคัญคือ เกี๊ยวซ่า มาเป็นกะทะร้อน น้ำมันกระเด็นซู่ซ่าเลยทีเดียว เกี๊ยวซ่าทอดมากรอบมาก กรอบนอก นุ่มใน ชิ้นไม่ใหญ่มาก แต่เพดานปากอาจเปื่อยได้ถ้ากินเข้าไปทั้งคำ สรุป อร่อยมากอะค่ะ (แต่ต้องแอบเป่าให้เย็นนิดนึง) น้ำจิ้มที่มีพริกให้เติมได้เองทำให้ฟินนาเล่ค่ะ เพราะถูกปากคนไทยๆ อย่างพวกเรา เผ็ดได้สะใจอย่างที่ต้องการ พวกเราเลยต้องเบิ้ล สั่งเพิ่มอีก 2 ที่ค่ะ แหะๆ แต่ว่า...ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับร้านเกี๊ยวซ่าที่ Utsunomiya ต้องขอบอกว่า เกี๊ยวซ่าที่ Utsunomiya อร่อยกว่าค่ะ เพียงแต่เจ้านี้ก็อร่อยมากแล้วละค่ะ

ปลาอิวาชิย่าง มันเป็นของโปรดของนาโอะค่ะ นาโอะชอบกินปลาย่างทุกชนิด (ชาติที่แล้วคงเป็นแมว) แต่นาโอะไม่ค่อยชอบทานเมนไทโกะค่ะ เลยได้ชิมแต่เนื้อปลา เนื้อปลาย่างอร่อยมีรสเค็มเล็กน้อยกำลังดีตามสไตล์ปลาย่างค่ะ ร้านนี้เค้าขายเป็นตัวนะคะ ตัวละ 700 เยนตามเมนู โต๊ะเราสั่งมา 2 ตัวสู้ตาย อิอิ

หอยตลับผัดเนย อร่อยมากค่ะ หอยสดรสชาติกลมกล่อม หอมเนย อร่อยจริงๆ ค่ะ ส่วนปีกไก่พะโล้ ขอไม่แนะนำ เพราะมันธรรมดาสุดๆ เพียงแต่เนื้อไก่นุ่ม ยุ่ยมาก แอบแปลกใจว่าเค้าต้มยังไงหว่า หนังไก่ยังสวยแต่เนื้อนิ่มเละมากๆ

มาถึงไคล์แมกซ์อีกอย่างคือ ยากิโซบะค่ะ อร่อยมากกกกกกกกกกกกกก ผัดได้รสชาติกลมกล่อม น้ำซอสรสชาติดีมากๆ ค่ะ เนื้อสัตว์มีหมู ปลาหมึกยักษ์และกุ้งตัวเล็กค่ะ 

รอบสองที่นาโอะไปทาน ปลาซาบะสดหมด ถึงกับเซ็งไปตามๆ กัน แต่สั่งเกี๊ยวซ่า 4 ที่ ยากิโซบะ 2 จานอะค่ะ แหะๆ

ร้านนี้อยู่แถวย่าน Nakasu เปิดบริการทุกวัน จันทร์ถึงอาทิตย์ เวลา 17:00-03:00 น. ยกเว้นวันอาทิตย์ที่ปิดเร็วหน่อย ปิด 23:00 น.ค่ะ เค้ามีวันหยุดตาม Public Holiday ของญี่ปุ่นเท่านั้นค่ะ ถ้าคุณผู้อ่านไปเที่ยวฟุกุโอกะ อย่าลืมแวะไปชิมนะคะ รับรองไม่ผิดหวัง


View Larger Map

แล้วพบกันใหม่ปีหน้าค่ะ
nao~*

Sunday, 23 December 2012

รวมร้านไม่ถูกปาก ภาค 2

สวัสดีค่ะ

มาถึงเอนทรี่ภาค 2 ของเอนทรี่พิเศษแล้วนะคะ เอนทรี่นี้จะมาพาไปดูร้านอาหารไม่ถูกปากในประเทศที่อาหารถูกปากที่สุดสำหรับนาโอะ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อาหารน่าจะถูกปากคนไทยมากค่ะ นาโอะเชื่อว่าถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกแล้วได้ทานอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับ ต่อให้เป็นร้านทั่วไปไม่มีชื่อเสียงหรือไม่ได้รับเรตติ้งดีๆ ก็จัดว่าอร่อยค่ะ ยิ่งถ้าได้ทานร้านอาหารที่ได้จัดอันดับมา หรือได้รับการรีวิวจาก blog นี้ (แหมะ โม้) รับรองจะยิ่งรู้สึกว่าอร่อยมากเป็นพิเศษ

แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกพื้นที่มันก็ต้องมีของไม่ถูกปากปะปนกันบ้าง หรือบางครั้งไปกินของดีเริ่ดมาแล้ว มาเจอของพื้นๆ ก็อาจทำให้ผิดหวังได้เหมือนกันค่ะ ร้านแรก...สืบเนื่องจากไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงวันปีใหม่ ซึ่งร้านรวงเค้าปิดกันโหม๊ด ไปเดินตลาดปลาใหญ่ที่โตเกียว (คุณผู้อ่านน่าจะรู้จักกันนะคะ ตลาดปลาแห่งนี้ นาโอะขอไม่พิมพ์ชื่อ) ร้านซูชิที่ตั้งใจจะไปกินก็ปิด ร้านอะไรๆ ก็ปิด เหลือแต่ร้านนี้เปิดอยู่ร้านเดียว (คือ ท้อแท้จนไม่อยากเดินรอบๆ) ก็เลยตัดสินใจเข้าไปกินกันค่ะ ยังไงร้านในตลาดปลามันก็ต้องสดและรสชาติดีเป็นแน่แท้ (คิดเองอะไรเอง) ชื่อร้านอยู่ในภาพแรกด้านล่างนี้เลย

เมนูซูชิเป็นคำ

เซตเมนู

นาโอะไปสั่งซูชิโอมาคาเสะค่ะ เป็นเซตเล็ก มีซูชิ 5 คำ ตอนนั้นก็ได้แต่เดาจากรูปค่ะว่า 5 คำนี้มันมีอะไรบ้าง มีคำนึงเนื้อปลาดูสีเข้มๆ ส่วนคุณผู้ชายสั่งซูชิปลาทูน่ารวมค่ะ (มากุโร่เซต) ประกอบด้วย ชูโทโร่ มากุโร่ เนงิโทโร่ ส่วนพิมมิยะสั่งเซตใหญ่ค่ะ เป็นซูชิอานาโกะเซต นางบอกว่าอยากจะทานแล้วเอาไปเปรียบเทียบกับอีกร้าน (ที่นางรีวิวไปแล้วอะค่ะ) ในเซตอานาโกะก็จะมีซูชิหลายแบบค่ะ แต่ที่แน่ๆ ก็ต้องมีอานาโกะตัวใหญ่ยาว 1 คำ และยังมี อุนิ อิคุระ เอบิ อิกะ มากุโร่และไข่หวานค่ะ

โอมาคาเสะชุดเล็ก

มากุโร่เซต

อานาโกะเซต

ความรู้สึกจากการกินซูชิร้านนี้คือ ไม่อร่อยเลย ปลาไม่สดไม่ฉ่ำ เนื้อไม่หวาน ข้าวก็ไม่อร่อย แล้วไคลแมกซ์ของความไม่อร่อยอยู่ตรง ไอ้เนื้อปลาสีเข้มๆ ที่นาโอะและเดอะแกงค์ก็ไม่รู้ว่ามันคือเนื้ออะไร คุณผู้ชายบอกว่า น่าจะเนื้อม้านะ นาโอะบอก เฮ้ย บ้าเหรอ ตลาดปลา จะเอาเนื้อม้ามาให้กินทำไม นาโอะเอาเข้าปากปุ๊บ โฮ ทิชชู่อยู่ไหนนนน ต้องการเอาออกด่วน เหม็นสาป เหนียวเคี้ยวไม่ออก และจะอ้วกอย่างแรง แต่สุดท้าย กลืนมันลงไปเลยค่ะ กินน้ำชาตามเยอะๆ ล้างกลิ่น ขนาดด้านบนมีขิงสับดับกลิ่น มันก็ไม่ได้ออกฤทธิ์ช่วยอะไรเลย แล้วนาโอะดันกินเป็นคำสุดท้าย โฮ ไม่อยากจะบรรยายว่ามันติดลิ้นขนาดไหน

ซูชิเนื้อม้า

ส่วนเซตของพิมมิยะ นางบอกว่าก็ไม่อร่อยเลย เทียบกับร้านที่นางรีวิวไว้ไม่ได้เลย รสชาติคนละเรื่อง พวกเราเดินออกจากร้านมาด้วยปณิธานที่ว่า ตรูจะต้องมาป่าวประกาศว่า อย่าให้ใครได้มาลองกินซูชิร้านนี้ เปลืองเงินและความรู้สึกอย่างมาก แต่...อย่างที่แจ้งไว้ในเอนทรี่ก่อนหน้านี้ค่ะว่า มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวของพวกเรานะคะ เพราะ อีก 3 วันถัดมา พวกเราจะไปกินซูชิร้านดังอีกครั้ง (แต่สุดท้ายมันก็ปิดอีก) เราเดินผ่านร้านนี้เห็นว่ามีคนญี่ปุ่นต่อแถวรอเข้าไปกินร้านนี้เต็มเลยค่า คือไรฟระ หรือวันนั้นตรูซวยอีกแล้ว เจอปลาค้างอาทิตย์แถมตู้เย็นเสียหรืออะไร คงต้องวานคนที่เคยไปทานมาช่วยแชร์แล้วละค่ะ ว่ามันไม่อร่อยจริงหรือพวกเราแค่ซวย

ร้านถัดไป ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่นค่ะ แต่เป็นร้านดังในเมืองที่ราเมงทงคทสึดังมากๆ นั่นคือเมืองฮากาตะ คือ นาโอะว่า ราเมงญี่ปุ่นที่คนไทยน่าจะชอบอันดับหนึ่งคือ ทงคทสึราเมง เป็นราเมงที่โด่งดังไปทั่วญี่ปุ่นและได้รับความนิยมสูงสุดในบรรดาราเมงแบบอื่นในญี่ปุ่นค่ะ ร้านนี้ได้รับการรีวิวจากเวบรีวิวร้านอาหารชื่อดังของญี่ปุ่น ว่าเดอะเรียลฮากาตะราเมง และในเมื่อนาโอะจะไปเยือนถิ่นของราเมงรสชาติโปรดขนาดนี้ จะไม่ลองชิมร้านนี้ได้อย่างไร ชื่อร้านตามในรูปแรกเลยค่ะ

หน้าร้าน

นาโอะไปถึงร้านนี้เป็นมื้อเที่ยงพอดี คนยืนต่อแถวรอเข้าไปทานจำนวนนึง (ล้นออกมานอกร้าน แต่ก็ไม่ได้เยอะมากนะคะ เพียงแต่บริเวณที่ให้ยืนรอมันน้อยมาก) เข้าไปถึงก็ต้องไปกดตู้ก่อนว่าจะทานอะไร สังเกตจากคนญี่ปุ่นก่อนหน้าหลายคน เค้าก็กดแต่ราเมงต้นตำรับของทางร้าน นาโอะก็เลยเอามั่งค่ะ เป็นราเมงธรรมดาต้นตำรับของร้าน มีหมู 1 ชิ้น ไข่ 1 ลูก สมาชิกที่ไปร่วมชะตากรรมด้วยก็สั่งเหมือนกันไปซะ 3 คน อีก 1 คนสั่งเซตอาหารกลางวัน ซึ่งประกอบด้วย ราเมงต้นตำรับ เกี๊ยวซ่า และข้าวหน้าหมู (หรือจะเลือกข้าวผัดก็ได้ค่ะ)

ราเมงต้นตำรับ

ราเมงแบบอื่น

เซตอาหารกลางวัน

นาโอะยอมรับว่าตื่นเต้นค่ะที่จะได้ชิมร้านนี้ เพราะในคะแนนที่ได้รับการรีวิว เทียบกับราเมงทงคทสึเจ้าโปรดของนาโอะกับพิมมิยะ มันช่างแตกต่าง ร้านราเมงเจ้าโปรดของนาโอะกับพิมมิยะ ไม่ติดอันดับอะไรกับเค้าเลย ในขณะที่ร้านนี้น่าจะเป็นอันดับ 2 ในระแวกสถานีฮากาตะค่ะ

ซดน้ำไปคำแรก โอ้ว...ผิดหวัง น้ำซุปไม่เข้มข้น คำแรกที่ทานเข้าไป หันไปบอกคุณผู้ชายว่า ร้าน....(ชื่อร้านดังอีกร้านนึงที่พิมมิยะเคยรีวิวไป) อร่อยกว่าเย๊อะ พอทานเส้นเข้าไป โห นี่ขนาดสั่งว่าลวกเส้นนุ่มแบบปานกลางแล้วนะ ไม่ได้สั่งแบบเหนียว เส้นยังเหนียวขนาดนี้ เนื้อหมูด้าน ไม่อร่อย ที่แย่สุดคือ ไข่ต้ม โอ้ยยยย เอาไข่เค็มมาต้มค่ะคุณผู้อ่าน เค็มปิ๊ดเลย มันช่างไม่เข้ากับรสชาติน้ำซุปซะยิ่งกระไร สรุป ไม่ผ่านค่ะ กินเสร็จออกมาจากร้าน คิดอย่างเดียวว่า รู้งี้ตรูน่าจะไปกินร้านนั้น (ร้านโปรด) ไม่น่ามาลองร้านนี้เล้ย หรือว่า ฮากาตะราเมงจริงๆ ต้องรสชาติแบบนี้กันแน่ *0*

นาโอะคงจบเอนทรี่ร้านไม่ถูกปากเอาไว้แค่นี้นะคะ เอนทรี่หน้ายกให้เป็นหน้าที่ของพิมมิยะค่ะ คุณผู้อ่านมีคอมเม้นท์หรืออยากให้เขียนเอนทรี่แนวไหนอีก เสนอความคิดเข้ามาได้เลยนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
Merry X'mas and Happy New Year!!!
nao~*

รวมร้านไม่ถูกปาก ภาค 1

สวัสดีค่ะ

สืบเนื่องจาก blog เรามีวันครบรอบวันเกิดเดือนนี้พอดี พิมมิยะเลยมีไอเดียว่า เราควรมีเอนทรี่พิเศษฉลองครบรอบ 1 ปีของ blog เราดีมั้ย แล้วจะเขียนอะไรดีละ ก็ช่วยกันคิดค่ะ ว่าเขียนเอนทรี่อะไรดี ปกติก็เขียนแต่ร้านที่อร่อย ถูกปากมากๆ จนอยากแนะนำต่อเท่านั้น ร้านที่หาข้อมูลไปว่าอร่อย แต่พอไปทานแล้วมันไม่อร่อย ก็ไม่ได้นำมาถ่ายทอด เลยคิดว่า การบอกกล่าวเล่าต่อว่าร้านอาหารที่้เราไปกินแล้วไม่ถูกปากมีร้านอะไรบ้างก็น่าจะเป็นข้อมูลเสริมให้กับคุณผู้อ่านได้เหมือนกัน

คำเตือน
เอนทรี่นี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้นนะคะ อร่อยของพวกเรา คุณผู้อ่านอาจจะว่าไม่อร่อย ไม่อร่อยของพวกเรา คุณผู้อ่านอาจจะอร่อยก็ได้ หรือบางที พวกเราอาจจะดวงซวยวันนั้นพอดี เดินเข้าร้านแบบก้าวขาเข้าไปผิดข้าง เลยทำให้ทานอาหารในวันนั้นๆ ไม่อร่อย ทั้งนี้ทั้งนั้น โปรดใช้วิจารณญาณของคุณผู้อ่านบวกกับข้อมูลจากแหล่งอื่นประกอบกันนะคะ และต้องขออนุญาตไม่พิมพ์ชื่อร้านลงใน blog เป็นตัวหนังสือ เพื่อป้องกันระบบ search engine อัจฉริยะที่แสนจะน่ากลัวเสริชเจอเอนทรี่นี้ แล้วเราจะโดนฟ้องนะคะ เหอๆ

นาโอะขอประเดิมเขียนคนแรกก่อนเลยนะคะ

ตอนนาโอะไปเที่ยวเมืองเนเปิ้ล ประเทศอิตาลี นาโอะก็หาข้อมูลไปค่ะว่าร้านพิซซ่าร้านไหนอร่อย เพราะไปเยือนถึงถิ่นต้นตำรับพิซซ่า ก็ต้องไปทานร้านพิซซ่าที่มันอร่อยให้คุ้มค่่า ถูกมั้ยคะ นาโอะเป็นคนชอบทานพิซซ่าค่ะ (ชอบนักอะ อาหารไม่มีประโยชน์) นาโอะเสริชเจอร้านนี้มาค่ะ โปรดดูชื่อร้านจากรูปแรก


ซองใส่ส้อมกับมีดและทิชชู่

ไปช่วงจังหวะเวลาที่ไม่ใช่มื้ออาหารค่ะ เลยไม่มีลูกค้าเลย (ซึ่งจริงๆ ถ้าเสริชดูจะเห็นว่าร้านนี้คนค่อนข้างเยอะค่ะ) นาโอะอ่านๆ มาว่า พิซซ่าที่อิตาลีเค้ากินกันคนละถาดเลย นาโอะก็จิ้นเอาเองว่ามันคงถาดเล็กๆ ไปกันสองคน สั่งมาคนละถาด สารภาพว่าจำไม่ได้ว่าสั่งหน้าไรมั่งค่ะ


พิซซ่าสองถาด





เอาเข้าจริง ถาดนึงใหญ่เหมือนกันค่ะ ตัดได้ประมาณ 6 ชิ้นใหญ่ กลิ่นก็หอม หน้าตาก็ดูดี พอกัดเข้าไปคำแรก โอ้ววววววว อะไรวะเนี่ย โฮ ไม่อร่อยเลย ชีสก็จืดๆ กลิ่นแรง แป้งก็แข็ง ซอสพิซซ่ารสชาติแย่มาก (จำได้แค่ว่ามันแย่ค่ะ แยกรสไม่ออกว่าแย่ยังไง) สรุป ผิดหวังสุดๆ กับพิซซ่าต้นตำรับแถมเป็นร้านดังอีกด้วย นาโอะเข็ดพิซซ่าที่อิตาลีอย่างแรงค่ะ สรุปวันนั้นทานกันไปถาดละ 2 ชิ้นถ้วน ที่เหลือต้องห่อกลับ ซึ่งก็ไม่ได้ห่อกลับไปทานนะคะ ห่อไปทิ้งงงง T_T เสียดายเงิน 
แต่สุดท้ายนาโอะได้ไปล้างลิ้นที่ฟลอเรนซ์ อร่อยดีค่ะ แหะๆ นาโอะคงติดรสชาติพิซซ่าอิตาเลี่ยนที่ขายในไทยมากไป เค้าอาจจะปรุงแต่งรสชาติให้ถูกปากคนไทยจนพอไปกินต้นตำรับเลยว่าไม่อร่อยมั้งคะ หุหุหุ

พิมมิยะขอแปะมือรีวิวถัดจากนาโอะนะคะ ร้านนี้มีที่มาจากทริปปารีสเมื่อตอนกลางปี ชื่อร้านตามรูปด้านล่างเลยค่ะ ร้านนี้เค้ามีชื่อเสียงเรื่องฮอตชอคโกแลต (ข้อมูลจากหลายเว็บว่ากันว่าเป็นฮอตชอคโกแลตที่อร่อยที่สุดในโลก!! โอ้ว~) กับขนมทำจากเกาลัดที่มีืชื่อว่ามงต์บลังก์ ที่จริงร้านนี้เคยมาเปิดสาขาที่เซนทรัลชิดลมบ้านเราด้วย แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบจึงต้องปิดตัวไป ตอนนี้พื้นที่ตรงนั้นกลายเป็นร้านซูชิชื่อดังไปซะแล้ว พิมมิยะยังไม่ทันได้ไปลองชิมเลย เหอๆ

สาขาที่พิมมิยะกับเพื่อนๆไปทานกันมาไม่ใช่สาขาแม่ แต่เป็นสาขาที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (ซึ่งที่จริงสาขาแม่ก็อยู่ใกล้ๆลูฟร์นี่เอง ใครอยากรู้ลองเสิร์ชดูนะคะว่าอยู่ตรงไหน) ชื่อร้านตั้งตามปีกตึกที่ร้านตั้งอยู่ค่ะ เป็นปีกตึกเดียวกับอพาร์ทเมนท์ของจักรพรรดินโปเลียน ทีแรกพวกเราตั้งใจจะไปชิมที่สาขาแม่ แต่ไม่รู้จะบริหารจัดการเวลากันยังไง เพราะร้านอาหารในโพยก็มีเยอะจนชิมกันไม่ทัน ฮ่า~ พวกเราเลยตัดสินใจว่าจะไปทานอาหารเย็นกันที่สาขานี้ในวันที่ไปลูฟร์นั่นแหละ ทานเสร็จจะได้เดินชมพิพิธภัณฑ์กันต่อ


ฮอตชอคโกแลต เครื่องดื่ม signature ของทางร้าน เสิร์ฟมาในเหยือกแบบข้นๆอย่างนี้เลยค่ะ ที่แปลกกว่าร้านอื่นคือ เค้าไม่ใส่นม แต่ให้วิปครีมมาใส่แทน




โปะวิปครีมลงไป แล้วคนๆๆๆให้เข้ากัน




ปรากฏว่าชอคโกแลตถ้วยนี้ไม่ร้อนสมชื่อเลยค่ะ เลยทำให้ความอร่อยหายไปหมด (พิมมิยะชอบชอคโกแลตแบบร้อนจัดๆอะค่ะ) ส่วนรสชาติก็ธรรมดามาก ออกหวานซะด้วยซ้ำ ไม่เข้มข้นเลย (อันนี้นาย J คอมเมนท์ไว้ว่าของลาดูเร กับปิแอร์ มาร์โคลินี่อร่อยกว่าแยะ) นี่เหรอฮอตชอคโกแลตที่อร่อยที่สุดในโลก ฮ่วยค่ะ..ฮ่วย!! สรุปว่าผิดหวังอย่างแรงกับชอคโกแลตถ้วยนี้ ไม่สมราคา 7.90 ยูโรเอาซะเลย


ส่วนขนม signature ของร้านอย่างมงต์บลังก์ (8.40 ยูโร) อร่อยดีค่ะ ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ค่อยได้ทานขนมประเภทนี้ซักเท่าไหร่ แต่ก็นับว่าอร่อยกว่าร้านในญี่ปุ่นที่เคยทาน (คนญี่ปุ่นฮิตขนมชนิดนี้มากทีเดียวค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม) พิมมิยะว่าเค้าทำออกมาได้หวานไม่มาก บวกกับความหอมๆมันๆของเกาลัดบดและครีมที่อยู่ด้านใน เลยทำให้พิมมิยะหายอารมณ์เสียจากฮอตชอคโกแลตไปได้ ฮ่า~




ขอพูดตรงๆเลยว่าเสียดายเงินมากๆกับร้านนี้ แพงก็แพง แต่คุณภาพไม่เป็นไปตามราคาเลย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไม่อร่อยเฉพาะวันที่ไปทานรึเปล่า (อะไรจะแจ๊คพอตขนาดน้านนน ^^") อาหารคาวที่สั่งมาทานก็ธรรมดามาก พิมมิยะสั่งสลัดฟัวกราส์ คนอื่นสั่งแซนด์วิชกับสเต็คค่ะ กาแฟก็เฉยๆ (อันนี้ความเห็นจากคุณถุง) ไม่แน่ว่าสาขาแม่อาจจะอร่อยจริงๆก็ได้ พวกเราผิดเองที่ไปทานผิดสาขา ฮ่า~ ใครเคยไปพิสูจน์มาแล้วก็ช่วยมาแชร์ความเห็นกันหน่อยนะคะ  :D

Wednesday, 19 December 2012

Amamiya (あまみや) & Houraku Manjuu (蜂楽饅頭)

สวัสดีค่ะ

นาโอะกะเขียนถึงร้านอาหารที่เมืองคุมาโม้โต้ให้จบๆ ไป จะได้ย้ายไปเขียนของเมืองอื่นบ้าง ยังมีร้านอาหารค้างดองจากทริปที่แล้วที่ยังไม่ได้เขียนอีกหลายร้านเหลือเกิน -*-

เอนทรี่นี้นาโอะจะพาคุณผู้อ่านลุยลมหนาวไปทานไอศครีมกันค่ะ คือ หนาวยังไงก็ไม่หวั่น ถ้าเรื่องกิน ถึงไหนถึงกัน ร้านขนมร้านนี้น่ารักมากๆ ค่ะ อยู่บนถนนคนเดิน (Shopping Street) ของเมืองคุมาโมโต้ แต่ต้องเดินเลยแยกที่มาจากปราสาทคุมาโมโต้ไปก่อนนะคะ ร้านนี้ชื่อว่า Amamiya (あまみや) จริงๆ ร้านนี้เค้ามีของคาวขายด้วยค่ะ แต่เนื่องจากนาโอะและเพื่อนๆ อิ่มหนำกับทงคัทสึไปเรียบร้อยแล้ว มาถึงร้านนี้จึงได้แค่ชิมไอติมของเค้าค่ะ

หน้าร้านมีบันไดขึ้นไปชั้น 2

มีเมนูเป็นภาพวาดพร้อมคำบรรยายแปะไว้ น่าร็อคมว๊ากอะ

บรรยากาศในร้านก็น่ารักมากค่ะ

เข้าใจว่าเป็นเมนูพิเศษเฉพาะช่วงนี้ ต้อนรับหน้าหนาว

เมนูไอติมเยอะมว๊าก

ยังมีอีกกกกก น่าจะเป็นน้ำแข็งไส (พลาด ลืมสั่ง)

หน้าสุดท้ายของเมนูของหวานแล้ว

ขึ้นไปชั้นสองก็ถึงประตูทางเข้าร้านเลยค่ะ เปิดประตูไปถึงกับกรีดร้องแบบเงียบๆ เพราะร้านเค้าน่ารักมาก ที่สำคัญ อุ่นเหลือเกินนนน~~~ กระเหรี่ยงเขตร้อนที่ต้องมาเผชิญลมหนาวที่ญี่ปุ่นดีใจกันใหญ่ ข้างล่างมันช่างหนาวเหน็บลมแรงมาก ขอมาพักร่างกายให้อบอุ่นในร้านนี้ก่อนละกัน

เมนูของหวานมีให้เลือกเยอะมากเลยค่ะ ทุกคนก็ตื่นตาตื่นใจกับความน่ารักของเมนูที่เป็นภาพวาดพร้อมลายมืออธิบายว่าแต่ละเมนูประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่กระเหรี่ยงทั้ง 5 คนไม่มีใครอ่านภาษาญี่ปุ่นออกเลยซักกะคน เลยอาศัยเดาเอาต่างๆ นานาว่าแต่ละเมนูประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยสังเกตเอาจากรูปภาพค่ะ

คุณผู้ชายตาไวค่ะ เห็นเมนูไอศครีมมัชฉะ ราดด้วยมัชฉะร้อน (เดาเอาว่าร้อน) ราคา 800 เยน นาโอะกับคุณผู้ชายเลยสั่งเมนูนี้ค่ะ ส่วนพี่ที สั่งเมนูพิเศษ snow man ราคา 750 เยน ส่วนเพื่อนอีก 2 คน สั่งไอศครีมพาเฟ่ต์จากเมนูหน้าแรก (รูปเมนูแถวบนตรงกลาง) ราคา 880 เยน

ไอศครีมชาเขียวราดเสริฟพร้อมมัชฉะ

ซูมไอศครีมมัชฉะ

ราดมัชฉะลงไปแล้วเป็นแบบนี้ค่ะ

ชาเขียวร้อนของเค้าที่ให้มา เข้มข้นมากค่ะ คือ รู้สึกได้ว่ามีอณูชาเขียวอยู่ในทุกส่วนของน้ำที่อยู่ในถ้วยชา เข้มข้นมากจริงๆ ค่ะ พอราดชาเขียวร้อนลงไปในไอศกรีม มันอารมณ์เดียวกับฮอตฟัดจ์อะค่ะ ชาเขียวร้อนมันแข็งแล้วเกาะเคลือบอยู่บนไอศครีมอย่างรูปด้านบนเลย รสชาติไอศครีมก็อร่อยค่ะ ไม่หวานจนเกินไป และมีกลิ่นของชาเขียวเข้มข้นมาก บวกกับชาเขียวที่ราดลงไป โอ้ยยย อร่อยมาก ภายในถ้วยยังมี โมจิลูกเล็ก ถั่วแดง และวุ้นชาเขียวด้วย มีคำเตือนสำหรับคนที่ทานคาเฟอีนไม่ค่อยเก่งนะคะ กินไอศครีมชาเขียวราดชาเขียวถ้วยนี้ไปแล้วอาจมีใจสั่นได้ค่ะ เพราะมันเข้มข้นมากจริงๆ

ไอศครีมพาเฟ่ต์

ซูมไอศครีมพาเฟ่ต์

ส่วนไอศครีมพาเฟ่ต์ของคุณเพื่อนอีก 2 คนนั้น มีไอศครีมชาเขียว 2 ลูกค่ะ ส่วนวิปครีมก็เป็นวิปครีมรสชาเขียว เนื้อเนียนนุ่มอร่อยมากค่ะ ข้างในถ้วยประกอบด้วยแอปเปิ้ล สาลี่ พีชเชื่อม เค้กชาเขียว โมจิ วุ้น ถั่วแดง ถั่วลิสง และแป้งกรอบ (หมดยังหว่า จำได้แค่นี้)

ไอศครีมสโนว์แมน

ซูมสโนว์แมน

ส่วนไอศครีมสโนว์แมนก็มีไอศครีม 2 ลูกค่ะ มีชาเขียว 1 ลูกและวานิลลา 1 ลูก ไอศครีมวานิลลาของเค้าก็เข้นข้นมากค่ะ มีเม็ดวานิลลาสีดำๆ ใ้ห้เห็นด้วย  เครื่องเคียงประกอบด้วย โมจิไส้ไอศครีมวานิลลา 1 ลูก โมจิเสียบไม้ 2 ลูก ถั่วแดง สตอเบอร์รี่ วุ้น และแป้งกรอบค่ะ เรียกได้ว่า ส่วนประกอบในถ้วยคุ้มราคา 750 เยนสุดๆ ค่ะ

อยากให้คุณผู้อ่านลองไปนั่งร้านไอศครีมน่ารักๆ อย่างนี้ดูค่ะ นาโอะคิดว่าถ้าเป็นช่วงเวลาโรงเรียนเลิก สงสัยเด็กนักเรียนสาวๆ มานั่งกันเต็มร้านแน่ๆ (หลอกล่อให้หนุ่มๆ ไปกิน) เหมือนในหนังสือการ์ตูนเลยค่ะ อิอิ

ร้านนี้เปิดทุกวันตั้งแต่ 11:30 น. วันอังคาร-พฤหัสและวันอาทิตย์ ปิด 22:00 น. ส่วนวันศุกร์กับเสาร์ปิด 23:00 น. วันจันทร์ปิดเร็วหน่อยค่ะ ปิด 18:00 น. ถ้าคุณผู้อ่านแวะไปเมืองคุมาโม้โต้ลองไปนั่งชิมนะคะ


View Larger Map

เอนทรี่นี้พิเศษค่ะ นาโอะขอแถมร้านขนมในเมืองคุมาโมโต้ให้อีก 1 ร้าน เป็นร้านขนมครกญี่ปุ่น (เรียกแบบไทย) หรือเรียกว่า Obanyaki หรือ Manju (และจริงๆ มีอีกหลายชื่อเรียก แตกต่างไปในแต่ละพื้นที่) ร้านนี้อยู่ตรงข้ามกับร้านไอศครีม Amamiya เลยค่ะ หาง่ายมาก (จริงๆ นาโอะหาร้านนี้เจอก่อนร้านไอศครีมอีก) ชื่อร้าน Houraku Manjuu (蜂楽饅頭)

หน้าร้าน

ไลน์การผลิต

ขนมครกญี่ปุ่นร้านนี้มีแค่ 2 ไส้ค่ะ เป็นไสุ้ถั่วแดง (เค้าเรียกว่า aka ที่แปลว่าแดง) และก็ไส้มันหวาน (เค้าเรียกว่า shiro ที่แปลว่าขาว) นาโอะกับเพื่อนๆ ก็จัดกันไปค่ะ ไส้ละ 1 ชิ้น โฮะๆ อร่อยค่ะ แป้งกรอบนอกนุ่มใน ไส้เนียนไม่หวานมาก นาโอะชอบไส้ถั่วแดงมากกว่าไส้มันหวานค่ะ (พี่ทีฟินสุดค่ะ เพราะของโปรดนาง นางมักซื้อที่ Isetan ประจำ อิอิ จัดไปคนเดียว 2 ไส้ ไส้ละชิ้น อย่าได้แคร์ว่ากินข้าวแล้ว ฮ่า)

ขนม 1 ชิ้นต่อ 1 ถุง

ไส้ถั่วแดง

ไส้มันหวาน

อย่างที่บอกค่ะว่าร้านนี้อยู่ตรงข้ามกับร้าน Amamiya หาไม่ยากเลย ถ้าแวะทานไอศครีมแล้วก็แวะทานขนมครกญี่ปุ่นด้วยเลยละกันนะคะ ร้านนี้เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคาร เวลา 10:00 - 19:00 น. มีพื้นที่ให้นั่งทานในร้าน พร้อมเสริฟชาด้วยค่ะ


View Larger Map

แล้วพบกันใหม่ค่ะ
nao~*