Sunday, 17 March 2013

Kabuto かぶと

สวัสดีค่ะ ช่วงนี้เข้าใกล้ฤดูชมดอกซากุระแล้ว คิดว่าหลายคนคงมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน พิมมิยะเลยจะขอเขียนถึงร้้านที่ญี่ปุ่นซักหน่อยนะคะ เอนทรี่นี้เป็นร้านพิเศษที่แกล้งทำเป็นลืมมานาน เพราะมาเจอประสบการณ์แบบโหดๆที่ร้านนี้เข้า 

แต่ที่ต้องรีวิว เนื่องเพราะคุณถุงซึ่งกำลังจะไปชมซากุระบานตอนปลายเดือนนี้ถามพิมมิยะว่ามีร้านปลาไหลอร่อยๆในโตเกียวมั้ย พิมมิยะเลยต้องจำใจงัดร้านนี้ขึ้นมาเขียน เพราะว่าของเค้าอร่อยจริงๆค่ะ ปลาไหลที่เคยทานมาในชีวิตนี้ล้วนแต่ชิดซ้ายไปเลย สมกับที่เป็นร้าน Unagi อันดับ 1 ของโตเกียวจากเว็บ tabelog จริงๆ

เจ้า Unagi นี่เป็นปลาไหลน้ำจืดค่ะ ส่วนปลาไหลทะเลเรียกว่า Anago อันหลังสามารถหารับประทานได้ตามร้านซูชิ ส่วน Unagi นี่คนไทยคงคุ้นเคยกันดี ร้านที่อร่อยจริงๆมักจะต้องเป็นร้านที่เป็น specialist ด้าน Unagi โดยเฉพาะ ร้านแบบนี้เค้าจะย่างปลาไหลเอง ปรุงซอสเอง ไม่ใช่ปลาไหลสำเร็จรูปที่เอาออกมาจากซองพลาสติกแล้วเอาไปอุ่นในเตา -"- ร้านที่ย่างปลาไหลเองในกทม. พิมมิยะพอจะนึกออกอยู่แค่ร้านเดียวคือ Unagi Nakamura ตรงพร้อมพงศ์ค่ะ   

คนญี่ปุ่นนิยมรับประทาน Unagi ในช่วงฤดูร้อน ปีที่ผ่านๆมานี่ฮิตกันมากถึงขั้นไม่พอบริโภค เลยต้องนำเข้าปลาไหลจากไต้หวันด้วย แน่นอนว่าคุณภาพและราคาสู้ปลาไหลญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ของร้านที่จะพาไปชิมในเอนทรี่นี้ใช้ปลาไหลที่เลี้ยงในญี่ปุ่นเท่านั้นค่ะ


ว่ากันว่า Unagi มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงสำหรับท่านชาย ว้ายยยย.. อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงรึเปล่านะคะ >_<

พิมมิยะพลาดจากปลาไหลร้านนี้ไปถึง 2 ครั้ง 2 คราด้วยกัน เหตุเพราะ.. ดันไปวันที่ร้านปิดค่ะ ฮ่วย.. ไม่เช็คให้ดีเอง -"- รอบสองนี่เลยได้ไปทานเมนูโชยุราเมงของร้าน Ippudo สาขาอิเคะบุคุโระแทน

อีกค่อนปีให้หลังมีโอกาสกลับไปโตเกียวอีกรอบ เลยทำการบ้านมาอย่างดี เช็คมาแล้วว่าไปวันที่ร้านไม่ปิดชัวร์ สุดท้ายเลยได้ทานสมใจอยาก ครั้งนั้นไปพร้อมกับนาโอะและเอสซังเหมือนเคย (เป็นกขค.ตลอด ฮ่า~)

ร้านนี้อยู่ใกล้กับสถานี Ikebukuro ค่ะ เดินไปทางเดียวกับ Ikebukuro Post Office พอถึงไปรษณีย์แล้วให้เดินต่อไปอีกนิดนึง จะเจอปากซอยหน้าตาแบบนี้ ก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปได้เลย


ถัดเข้ามาไม่กี่ช่วงตึกก็ถึงหน้าร้านแล้ว พอดีพวกเรามาตอนเปิดร้านพอดี (5 โมงเย็น) ยังไม่มีลูกค้าเลย ร้านเป็นตึกแค่ห้องเดียวเอง ถ้าไม่รู้ว่าเป็นร้านเด็ดก็คงเดินผ่านไปแล้วแหละค่ะ ฮ่า~



พอพวกเราเข้าไป คุณลุงเจ้าของร้านซึ่งเป็นเชฟหลักกับคุณลูกชาย (หน้าตาดีซะด้วย อิอิ) ก็ถามพวกเราว่าจองไว้รึเปล่า พอบอกว่าไม่ได้จองก็ปรึกษากันว่่าจะให้พวกเรานั่งตรงไหนดี เพราะมีลูกค้าโทร.มาจองไว้ตอนค่ำๆเต็มเลย สุดท้ายพวกเราก็ได้นั่งตรงเคาน์เตอร์ ที่หน้าเขียงพอดีเลยค่ะ 

จากนั้นคุณลูกชายก็พยายามอธิบายเมนูด้วยภาษาอังกฤษแบบญี่ปุ่นๆ >_<

เมนูก็ตามรูปข้างล่างเลยค่ะ มีแต่ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ สรุปว่าสำหรับจานหลักมีอยู่ 3 แบบให้เลือก 

-แบบแรก Kabayaki แบบราดซอสเค็มๆหวานๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี

-แบบที่ 2 Shirayaki อันนี้เป็นอันที่ลูกชายคุณลุงเจ้าของร้านเชียร์สุดฤทธิ์ บอกว่าอร่อยมว้ากกก เป็นแบบย่างธรรมดา ไม่ราดซอส แต่ให้จิ้มกับเกลือ sea salt (ตอนเธอออกเสียงซีซอลท์นี่น่ารักมากเลย หุหุ น่าเอ็นดู๊..)

-สุดท้าย Unajyuu ปลาไหลย่างราดซอสเสิร์ฟบนข้าวในกล่องไม้สี่เหลี่ยมๆ 

ทั้ง 3 แบบนี้ราคาเท่ากันค่ะ ไซส์เล็ก 2,100 yen ได้ปลาไหลครึ่งตัว, ไซส์กลาง 3,000 yen ปลาไหล 3/4 ตัว แล้วก็ไซส์ใหญ่สุด 4,000 yen สำหรับคนทานจุ อันนี้ได้ปลาไหลไปเต็มๆทั้งตัว (และหัวใจ) หุหุ.. คอยติดตามชมตอนต่อไปนะคะ ^^" 

แล้วก็มีส่วนต่างๆของปลาไหลเสียบไม้ย่าง อยู่ทางด้านขวาสุดของเมนู


สุดท้ายพวกตัดสินใจสั่งแต่แบบราดซอสค่ะ เล่นเอาคุณลูกชายทำหน้าเหวอเลย ก็แบบว่าแนะนำซะขนาดนั้น ทำไมพวกเราไม่สั่ง Shirayaki ล่ะจ๊ะ

พอสั่งปุ๊บ คุณลุงเจ้าของร้านก็เอาปลาไหลออกมาจากถัง แต่ยังเป็นปลาไหลเป็นๆ ยังว่ายไปว่ายมาอยู่นี่สิคะ โอ๊ย.. เริ่มสยองเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น



อย่างไม่ทันให้ปลาไหลได้ตั้งตัว คุณลุงก็คว้ามาวางไว้บนเขียง แล้วสับหัวฉับทันที ปลาไหลสิ้นชีวิตภายในชั่วพริบตา โฮ~ ที่แย่สุดๆคือ ที่นั่งของพิมมิยะนั่งอยู่หน้าเขียงพอดีค่ะ ช็อคกุ!!!! เพราะเหตุนี้แหละค่ะที่ทำเอาพิิมมิยะเกือบจะไม่รีวิวร้านนี้แล้ว ไม่รู้ว่าบาปรึเปล่านะคะ อารมณ์คล้ายๆเหมือนยืนชี้ปลาในตู้ที่ร้านซีฟู้ดเลย เพียงแต่อันนี้เราไม่ได้เลือกว่าจะเอาตัวไหน -*-



ว่าแล้วคุณลุงก็เลาะก้างออกด้วยเทคนิคและความไวขั้นเทพ ตอนแล่ปลายังดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่เลย ใครที่ใจกล้าพอ ดูในคลิปนี้ได้ค่ะ


ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาระหว่างนาโอะและพิมมิยะ ระหว่างที่ยังช็อคไม่หาย
นาโอะ: ชั้นรู้แต่แรกแล้ว ว่าลุงต้องทำแบบนี้
พิมมิยะ: รู้ได้ไงอะ
นาโอะ: ชั้นดูคลิปในยูทูป มีคนถ่ายไว้ แบบนี้เป๊ะเลย (นางเลยไหวตัวทัน)
พิมมิยะ (หน้าซีด): .... แล้วไมไม่บอกชั้นแต่แรก (ฟะ)....
นาโอะ: ใครจะไปรู้ว่าเค้าจะมาสับหัวอยู่ตรงหน้าพวกเรา 
นาโอะ & พิมมิยะ (มองหน้ากัน ทำตาปริบๆ ตามด้วยแผ่เมตตาให้ปลาผู้เคราะห์ร้าย)

และแล้วคุณลุงก็เอาไม้เสียบเนื้อปลาอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวเดียวปลาก็ขึ้นไปอยู่บนเตาซะแล้ว คิดไปคิดมา เจ้าปลาน้อยคงขาดใจไปก่อนที่จะรู้สึกเจ็บนะคะ เฮ้อ~


แอบมองไปด้านหลังเคาน์เตอร์ เห็นกระดาษโน้ตจดคิวที่มีคนจองไว้ คิวยาวไปถึง 2 อาทิตย์ข้างหน้าเลย ขายดีซะจริงๆ



ระหว่างนั้น คุณลุงก็หันมาหาพวกเรา พูดอะไรเป็นภาษาญี่ปุ่นยาวยืดไม่รู้ ถามว่าเอามั้ยๆ พิมมิยะฟังไม่รู้เรื่อง ได้แต่พยักหน้าตอบ ไฮ่!!

ว่าแล้วคุณลุงก็ไอ้เจ้าจานจิ๋วๆนี่วางตรงหน้าพวกเราค่ะ สรุปว่าเป็นหัวใจปลาไหล ยังเต้นตุบๆอยู่เลย โอ้ว.. ช็อคอีกรอบ.. ลมแทบจับ.. ได้หัวใจมา 2 อันเพราะพวกเราสั่งปลาไหลรวมกัน 1 3/4 ตัว คุณเจ้าของให้เอาเข้าปากแล้วกลืนน้ำตามไปเลย แล้วถ้าทานพร้อมเหล้าจะแจ่มมาก พอดีพวกเราไม่ได้สั่งเหล้า เค้าเลยบอกว่าใช้น้ำแทนก็ละกัน



พวกเรามองหน้ากันไปมา สรุปว่าเอสซังเป็นหน่วยกล้าตาย กลืนลงไปก่อน พอถามว่าเป็นไงมั่ง เอสซังบอกเฉยๆ เหมือนกลืนน้ำเปล่า ไม่คาวเลย ส่วนนาโอะขอบาย สุดท้ายพิมมิยะเลยต้องรับผิดชอบอีกอันที่เหลือซะเอง ทำใจอยู่นานมากค่ะ กว่าจะกลืนลงไปได้ รู้สึกตัวเองเหมือนซีอุย ว่าแล้วก็ขออโหสิจากปลาไหลตัวนั้นด้วยนะคะ ฮือ~ ที่จริงเอสซังถ่ายคลิปหัวใจปลาเต้นตุบๆไว้ด้วย แต่ขอเซนเซอร์ไปละกันค่ะ เดี๋ยวจะโหดเกิน แต่แอบเห็นคลิปหัวใจปลาที่มีคนเอามาอัพโหลดในเนต ใครอยากรู้ว่าเป็นไง ลองเสิร์ชในยูทูบดูนะคะ

อีกไม่นานจานหลักก็มาค่ะ จานนี้ Unagi kabayaki ของพิมมิยะ มีข้าวมาให้ต่างหากถ้วยนึง



Unajyuu ของนาโอะ



ซุปเครื่องในปลาไหลรสชาติกลมกล่อม มาในเซต



แบบ 3 ชิ้น (3/4 ตัว) ของเอสซัง




ปลาไหลของร้านนี้สุดยอดสมคำร่ำลือจริงๆค่ะ ปลาไม่คาวเลย แถมยังย่างเกรียมๆกำลังดี ซอสที่ราดก็รสชาติดีมาก

ระหว่างที่พวกเราเอร็ดอร่อยกันอยู่ ลูกค้าคนอื่นๆก็ทยอยมา พวกเราสังเกตว่าส่วนใหญ่เค้าสั่งแบบ Shirayaki กับเซตแบบเสียบไม้กัน

คุณเจ้าของกับคุณลูกชายกำลังเสียบปลาไหลเข้ากับไม้สำหรับปิ้งด้วยสปีดอันรวดเร็ว แต่คุณลูกยังไม่ไวเท่าคุณพ่อนะ หุหุ



สุดท้ายพวกเราอดรนทนไม่ไหว อยากลองบ้าง เลยสั่ง Shirayaki จานเล็ก กับเซตเสียบไม้ปิ้งย่าง Kushiyaki hitotori 7 ไม้ 1,250 yen มาแบ่งกัน แบบเซตนี่มีทั้งเนื้อส่วนต่างๆของปลาไหล (ส่วนใหญ่เป็นเนื้อตรงที่ติดกระดูก) แล้วก็เครื่องในส่วนต่างๆ เอามาเสียบไม้ย่าง รวม 7 ไม้ 7 อย่าง เรียกว่ารับประทานได้ทุกสัดส่วนจริงๆ

ปรากฏว่าเจ้า Shirayaki นี่อร่อยมากค่ะ ทานเปล่าๆก็หอม อร่อย ยิ่งจิ้มซีซอลท์ยิ่งเริ่ด ส่วนเกลืออีกอันประมาณเกลือผสมเครื่องเทศ ออกหอมๆหน่อยๆ สรุปว่าเมนู Shirayaki นี่เด็ดซะยิ่งกว่าแบบ Kabayaki ที่พวกเราสั่งไปตอนแรกอีกค่ะ สมกับเป็นเมนูแนะนำของร้าน คุณเจ้าของกำชับว่าให้ทานไล่ไปจากส่วนที่เป็นด้านหัว แล้วต่อด้วยส่วนหาง เพราะรสชาติไม่เหมือนกัน แล้วมันก็ไม่เหมือนกันจริงๆอย่างที่เค้าว่าเลยค่ะ พิมมิยะแอบชอบส่วนหางมากกว่า เพราะว่าไขมันเยอะ ทานแล้วอร่อยยยยย :D



แบบไม้ๆก่อนเอาไปปิ้ง อันล่างเป็นส่วนหางของปลาไหลเอาไปพันๆเข้ากับไม้



ปิ้งออกมาแล้วหน้าตาเป็นอย่างนี้ค่ะ พิมมิยะจำไม่ได้ว่าเป็นส่วนไหน



อีกส่วนนึง



จานนี้มีทั้งส่วนเนื้อติดกระดูก เครื่องใน แล้วก็ส่วนหางอยู่ซ้ายมือสุด ไม้นี้อร่อยมากค่ะ ออกแนวมันๆหน่อย



และแล้วก็มาถึงไม้สุดท้าย เป็นตับปลาปิ้ง พิมมิยะชอบไม้นี้เป็นอันดับ 2 รองจากหาง



ระหว่างที่รีวิวไปนี่ พิมมิยะก็ยังแผ่เมตตาให้ปลาไหลเหล่านั้นอยู่นะคะ ไม่รู้จะบาปรึเปล่าเนอะ เอามาแนะนำกันอย่างนี้ เป็นร้านที่พิมมิยะขอยกให้ความอร่อยๆอยู่ในระดับ Top 3 สำหรับร้านอาหารในญี่ปุ่นที่เคยทานมาเลย (ที่จริงทุกร้านที่เอามารีวิวนี่ถูกปากพิมมิยะทุกร้านนะคะ แต่ว่าร้านนี้สุดยอดกว่าร้านอื่นจริงๆ) เพียงแต่จะออกแนวโหดเลือดสาดหน่อยๆ ใครที่คิดว่าทำใจได้ก็เชิญไปชิมกันนะค้า~ :D




ปล.1 ร้านนี้เปิดเฉพาะตอนเย็น 17 - 22 น. เท่านั้นค่ะ ใครที่อยากไปทานควรจะโทร.ไปจองล่วงหน้า ไม่งั้นอาจอดนะเออ ร้านมีแค่ที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์ 8 ที่ กับโต๊ะอีก 4 โต๊ะเอง

ปล.2 ร้านเค้าปิดวันอาทิตย์ จันทร์ พฤหัส แล้วก็พวกวันหยุดราชการทั้งหลาย ประมาณว่ารวยแล้ว ขายขำๆแค่สัปดาห์ละ 4 วันก็พอ อย่าลืมเช็ควันหยุดให้ดีก่อนไปนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน :D

ピム宮 ~ pimmiya

Friday, 8 March 2013

Sushidai 寿司大

สวัสดีค่ะ เอนทรี่นี้พิมมิยะจะพาไปชิมซูชิร้านดังแห่งตลาดปลา Tsukiji ใครที่เสิร์ชหาข้อมูลร้านซูชิที่ซึคิจิเชื่อว่าจะต้องเคยได้ยินชื่อร้านนี้เป็นแน่แท้ เกริ่นมาแบบนี้หลายคนก็คงเดาได้ใช่มั้ยคะว่าวันนี้เราจะไปร้าน Sushidai กัน (ที่จริงเห็นชื่อเอนทรี่ก็รู้แล้วนี่เนอะ เหอๆ)

รอบแรกที่พิมมิยะ นาโอะ และเอสซังแพลนที่จะไปร้านนี้กันเป็นช่วงหลังวันหยุดปีใหม่ของปีที่แล้ว

ปรากฏว่าวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ตลาดปิด ร้านก็ปิดค่ะ ทั้งตลาดเหมือนตลาดร้าง เลยได้รับประทานแห้วแทนซูชิไปตามระเบียบ แง้~ ความผิดของพิมมิยะเองที่ไม่เช็ควันหยุดของตลาดให้ดีซะก่อน ใครอย่าได้พลาดเหมือนพวกเรานะคะ T^T



วันนั้นพิมมิยะ นาโอะ และเอสซังเลยต้องไปยืนตากลมหนาวรอทานซูชิที่ร้าน Tsukiji Sushidai 築地すし大 กันแทน ร้านนี้อยู่ใกล้ๆตลาดปลา แถมชื่อดันเหมือนกันซะอีกแน่ะ แต่ชื่อร้านนี้สะกดคำว่าซูชิเป็น Hiragana นะคะ ไม่ใช่คันจิ เหอๆ เคยเล่นเอาพิมมิยะงงมาแล้ว พิมมิยะรู้จักร้านนี้เพราะเป็นร้านโปรดของคนรู้จัก ซึ่งก็อร่อยสมคำนิยมจริงๆ ถ้าใครอยากทราบว่าอร่อยแค่ไหน กรุณาตามลิงค์ไปโลดค่ะ

เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา เรา 3 คนก็มีโอกาสได้กลับไปเยือนญี่ปุ่นอีกรอบ ก็ต้องขอแก้มือซักครั้งหน่อยเหอะ คราวนี้ไม่พลาดค่ะ หุหุ เช็คข้อมูลมาเรียบร้อย แถมพิมมิยะยังฝากให้เพื่อนคนญี่ปุ่นเช็คซ้ำให้อีกว่าร้านไม่ปิดชัวร์ๆ

หน้าร้านวันนั้น บรรยากาศผิดกับรอบแรกลิบลับ ฮ่า~  ผู้คนดูคึกคักโดยแท้



ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 10 โมงค่ะ



เห็นคิวหน้าร้านแค่นั้น แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะที่จริงแล้วหางแถวยังเลี้ยวมาถนนด้านข้าง น่าจะประมาณ 40 - 50 คนได้ แอบสังเกตว่าที่ยืนรอกันอยู่เนี่ยเป็นชาวต่างชาติซะเกินครึ่งเลยทีเดียว โอ้ว~ ดังใหญ่แล้ว

ตอนนั้นเป็นช่วงสายๆ แดดส่องทางด้านนั้นพอดี ควักร่มมากางกันแทบจะไม่ทัน ใครที่ไปช่วงหน้าร้อนอย่าลืมพกร่ม หมวก แว่นกันแดด ซันบล๊อค ปลอกแขน ฯลฯ ไปด้วยละกันนะคะ แต่ถ้าเป็นหน้าหนาว ท่านอาจแข็งตายได้ระหว่างรอ ฮ่า~



ผ่านไปประมาณครึ่งชม. แต่ละคนก็กลายสภาพมาเป็นอย่างงี้ค่ะ ลงไปนั่งรอมันซะเลย เมื่อยจนทนไม่ไหวละ -*-



กว่าจะถูกเรียกเข้าร้าน ก็เป็นเวลาใกล้เที่ยงพอดี ขออภัยหากรูปเบลอไปหน่อย คำว่าหิวจนมือสั่น มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ฮ่า~



พอเข้าไปถึงกับต๊กกะใจ เพราะมีแค่ประมาณ 10 ที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์เอง มิน่าถึงได้รอนานซะขนาดนั้น และแล้วพวกเราก็ถึงบางอ้อว่าเค้าเคลียร์ลูกค้าทีละล็อต เรียกเข้าร้านเป็นรอบๆ เริ่มทานพร้อมกัน จนเสร็จคำสุดท้ายพร้อมๆกันค่อยจ่ายตังค์ก่อนออกจากร้านทั้งล็อต


 

พวกเราเลือกสั่งเซตที่ทางร้านบอกว่าเป็นเบสท์ชอยส์ Omakase set 3,900 yen ประกอบไปด้วยซูชิ 10 คำ + ซูชิที่เราเลือกเองอีก 1 คำ แล้วก็ Maki sushi (ซูชิโรล) ไข่หวาน ซุป



ระหว่างปั้นซูชิ คุณเชฟก็ชวนลูกค้าเมาท์มอย แถมยังพูดภาษาอังกฤษกับลูกค้าต่างชาติซะด้วย นี่สิอินเตอร์ของจริง นับว่าเชฟร้านนี้เอนเตอร์เทนลูกค้าได้เก่งกว่าร้านอื่นๆนะคะ บางร้านเห็นเราเป็นต่างชาติก็ไม่พูดด้วยซะแล้ว หุหุ



มาคำแรกก็จัดเต็มกันเลย เพราะมันคือ Ootoro ค่ะ กรี๊ด.. เพิ่งเคยเห็นร้านที่เสิร์ฟโอโทโร่เป็นคำแรกก็ร้านนี้นี่แหละค่ะ สมการรอคอย 2 ชม.จริงๆ เอสซังคอมเมนท์ว่าโอโทโร่ร้านนี้อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยทานมา



ต่อกันด้วยไข่หวาน เนียนนุ่ม รสชาติดี (เอ๊ะ.. หรือพิมมิยะจะหิวเกินไป)



ซุปเต้าเจี้ยวก็อร่อย



คำถัดมา เชฟกำลังบรรจงปั้นสุดฤทธิ์ มันคืออะไรกันน้า~



ตกลงว่าเป็น Tai (ปลากะพง) ค่ะ ปกติพิมมิยะไม่ค่อยชอบซูชิปลาชนิดนี้เท่าไหร่ แต่ของร้านนี้จัดว่าอร่อยเลยค่ะ 



อันนี้ Kampachi รึเปล่าน้า ความจำเสื่อมซะแล้วเรา ^^"



Uni ฟูๆ สุดยอดม้ากกกก~



Akami คำนี้ก็เร่ิด


Torigai หวานกรุบกริบ



Sanma ที่ปกติเรามักจะทานแบบย่างเกลือกัน อันนี้เป็นเวอร์ชั่นซูชิ ซึ่งถ้าไม่สดจะคาวมาก แต่ของร้านนี้สดเว่อร์ค่ะ



กุ้งขาว Shiro ebi เหมือนที่เคยทานที่ร้าน Matsuki Sushi เลย คำนี้ก็อร่อย พิมมิยะจำไม่ได้ว่านาโอะได้อะไรแทนอันนี้ เนื่องเพราะนางแพ้กุ้ง เลยได้เป็นอย่างอื่นมาแทน



Ikura สดมากค่ะ เม็ดเต่งตึง เคี้ยวแล้วแตกโพละในปาก เล่นเอาฟินไปเลย โฮะๆๆ



Anago ของร้านนี้ไม่คาว ซอสที่ราดก็รสชาติดี อร่อยอีกตามเคย



Maki ไส้ Akami กับแตงกวา กว่าจะมาถึงก็จุกกับคำก่อนๆซะจนทานเกือบไม่ลงแล้ว



มาถึงคำสุดท้ายที่ทางร้านให้เราเลือกได้เองตามใจชอบจากเมนู คิดหนักมากว่าจะสั่งอะไรดี พิมมิยะเครียดยิ่งกว่าเวลาทำข้อสอบซะอีก ฮ่า~



นาโอะกับเอสซังเลือก Ootoro (ของแพงที่สุดในร้าน อิอิ) ส่วนของพิมมิยะในที่สุดก็ตัดสินใจเลือก ​Botan ebi หลังจากลังเลอยู่นานมาก เนื่องจากเอสซัง ซูชิพีเดียของพวกเราบอกว่าหาทานยากนะ และแล้วก็อร่อยสมคำแนะนำ ^^



ร้านนี้อยู่ข้างในตลาดปลา Tsukiji เลย ถ้าใครมีโอกาสได้แวะไปและพอจะมีเวลาเหลือ แนะนำอย่างแรงค่ะ รับรองว่าอร่อยคุ้มกับเวลารอคอยจริงๆ ไม่เหมือนร้านที่รีวิวไปในเอนทรี่ก่อนหน้านี้ อันนั้นชิดซ้ายไปเลย ถ้านับว่าต้องรอเป็นเวลาเท่ากัน (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว หากใครไม่เห็นด้วยก็ขออภัยนะคะ) 

สรุปว่าวันนั้นเรา 3 คนต่างก็อิ่มอกอิ่มใจกันถ้วนหน้า ถึงขนาดนาโอะกับเอสซังพูดว่า ต่อไปนี้คงจะทานซูชิร้านอื่นไม่อร่อยอีกเลย (ลิ้นไฮโซขึ้นเรื่อยๆนี่เองเนอะ ฮ่า~) สงสัยคราวต่อไปคงต้องเป็นร้านซูชิระดับมิชลินสตาร์ซะแล้ว หุหุ :P




ピム宮 ~ pimmiya