Friday, 8 March 2013

Sushidai 寿司大

สวัสดีค่ะ เอนทรี่นี้พิมมิยะจะพาไปชิมซูชิร้านดังแห่งตลาดปลา Tsukiji ใครที่เสิร์ชหาข้อมูลร้านซูชิที่ซึคิจิเชื่อว่าจะต้องเคยได้ยินชื่อร้านนี้เป็นแน่แท้ เกริ่นมาแบบนี้หลายคนก็คงเดาได้ใช่มั้ยคะว่าวันนี้เราจะไปร้าน Sushidai กัน (ที่จริงเห็นชื่อเอนทรี่ก็รู้แล้วนี่เนอะ เหอๆ)

รอบแรกที่พิมมิยะ นาโอะ และเอสซังแพลนที่จะไปร้านนี้กันเป็นช่วงหลังวันหยุดปีใหม่ของปีที่แล้ว

ปรากฏว่าวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ตลาดปิด ร้านก็ปิดค่ะ ทั้งตลาดเหมือนตลาดร้าง เลยได้รับประทานแห้วแทนซูชิไปตามระเบียบ แง้~ ความผิดของพิมมิยะเองที่ไม่เช็ควันหยุดของตลาดให้ดีซะก่อน ใครอย่าได้พลาดเหมือนพวกเรานะคะ T^T



วันนั้นพิมมิยะ นาโอะ และเอสซังเลยต้องไปยืนตากลมหนาวรอทานซูชิที่ร้าน Tsukiji Sushidai 築地すし大 กันแทน ร้านนี้อยู่ใกล้ๆตลาดปลา แถมชื่อดันเหมือนกันซะอีกแน่ะ แต่ชื่อร้านนี้สะกดคำว่าซูชิเป็น Hiragana นะคะ ไม่ใช่คันจิ เหอๆ เคยเล่นเอาพิมมิยะงงมาแล้ว พิมมิยะรู้จักร้านนี้เพราะเป็นร้านโปรดของคนรู้จัก ซึ่งก็อร่อยสมคำนิยมจริงๆ ถ้าใครอยากทราบว่าอร่อยแค่ไหน กรุณาตามลิงค์ไปโลดค่ะ

เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา เรา 3 คนก็มีโอกาสได้กลับไปเยือนญี่ปุ่นอีกรอบ ก็ต้องขอแก้มือซักครั้งหน่อยเหอะ คราวนี้ไม่พลาดค่ะ หุหุ เช็คข้อมูลมาเรียบร้อย แถมพิมมิยะยังฝากให้เพื่อนคนญี่ปุ่นเช็คซ้ำให้อีกว่าร้านไม่ปิดชัวร์ๆ

หน้าร้านวันนั้น บรรยากาศผิดกับรอบแรกลิบลับ ฮ่า~  ผู้คนดูคึกคักโดยแท้



ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 10 โมงค่ะ



เห็นคิวหน้าร้านแค่นั้น แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะที่จริงแล้วหางแถวยังเลี้ยวมาถนนด้านข้าง น่าจะประมาณ 40 - 50 คนได้ แอบสังเกตว่าที่ยืนรอกันอยู่เนี่ยเป็นชาวต่างชาติซะเกินครึ่งเลยทีเดียว โอ้ว~ ดังใหญ่แล้ว

ตอนนั้นเป็นช่วงสายๆ แดดส่องทางด้านนั้นพอดี ควักร่มมากางกันแทบจะไม่ทัน ใครที่ไปช่วงหน้าร้อนอย่าลืมพกร่ม หมวก แว่นกันแดด ซันบล๊อค ปลอกแขน ฯลฯ ไปด้วยละกันนะคะ แต่ถ้าเป็นหน้าหนาว ท่านอาจแข็งตายได้ระหว่างรอ ฮ่า~



ผ่านไปประมาณครึ่งชม. แต่ละคนก็กลายสภาพมาเป็นอย่างงี้ค่ะ ลงไปนั่งรอมันซะเลย เมื่อยจนทนไม่ไหวละ -*-



กว่าจะถูกเรียกเข้าร้าน ก็เป็นเวลาใกล้เที่ยงพอดี ขออภัยหากรูปเบลอไปหน่อย คำว่าหิวจนมือสั่น มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ฮ่า~



พอเข้าไปถึงกับต๊กกะใจ เพราะมีแค่ประมาณ 10 ที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์เอง มิน่าถึงได้รอนานซะขนาดนั้น และแล้วพวกเราก็ถึงบางอ้อว่าเค้าเคลียร์ลูกค้าทีละล็อต เรียกเข้าร้านเป็นรอบๆ เริ่มทานพร้อมกัน จนเสร็จคำสุดท้ายพร้อมๆกันค่อยจ่ายตังค์ก่อนออกจากร้านทั้งล็อต


 

พวกเราเลือกสั่งเซตที่ทางร้านบอกว่าเป็นเบสท์ชอยส์ Omakase set 3,900 yen ประกอบไปด้วยซูชิ 10 คำ + ซูชิที่เราเลือกเองอีก 1 คำ แล้วก็ Maki sushi (ซูชิโรล) ไข่หวาน ซุป



ระหว่างปั้นซูชิ คุณเชฟก็ชวนลูกค้าเมาท์มอย แถมยังพูดภาษาอังกฤษกับลูกค้าต่างชาติซะด้วย นี่สิอินเตอร์ของจริง นับว่าเชฟร้านนี้เอนเตอร์เทนลูกค้าได้เก่งกว่าร้านอื่นๆนะคะ บางร้านเห็นเราเป็นต่างชาติก็ไม่พูดด้วยซะแล้ว หุหุ



มาคำแรกก็จัดเต็มกันเลย เพราะมันคือ Ootoro ค่ะ กรี๊ด.. เพิ่งเคยเห็นร้านที่เสิร์ฟโอโทโร่เป็นคำแรกก็ร้านนี้นี่แหละค่ะ สมการรอคอย 2 ชม.จริงๆ เอสซังคอมเมนท์ว่าโอโทโร่ร้านนี้อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยทานมา



ต่อกันด้วยไข่หวาน เนียนนุ่ม รสชาติดี (เอ๊ะ.. หรือพิมมิยะจะหิวเกินไป)



ซุปเต้าเจี้ยวก็อร่อย



คำถัดมา เชฟกำลังบรรจงปั้นสุดฤทธิ์ มันคืออะไรกันน้า~



ตกลงว่าเป็น Tai (ปลากะพง) ค่ะ ปกติพิมมิยะไม่ค่อยชอบซูชิปลาชนิดนี้เท่าไหร่ แต่ของร้านนี้จัดว่าอร่อยเลยค่ะ 



อันนี้ Kampachi รึเปล่าน้า ความจำเสื่อมซะแล้วเรา ^^"



Uni ฟูๆ สุดยอดม้ากกกก~



Akami คำนี้ก็เร่ิด


Torigai หวานกรุบกริบ



Sanma ที่ปกติเรามักจะทานแบบย่างเกลือกัน อันนี้เป็นเวอร์ชั่นซูชิ ซึ่งถ้าไม่สดจะคาวมาก แต่ของร้านนี้สดเว่อร์ค่ะ



กุ้งขาว Shiro ebi เหมือนที่เคยทานที่ร้าน Matsuki Sushi เลย คำนี้ก็อร่อย พิมมิยะจำไม่ได้ว่านาโอะได้อะไรแทนอันนี้ เนื่องเพราะนางแพ้กุ้ง เลยได้เป็นอย่างอื่นมาแทน



Ikura สดมากค่ะ เม็ดเต่งตึง เคี้ยวแล้วแตกโพละในปาก เล่นเอาฟินไปเลย โฮะๆๆ



Anago ของร้านนี้ไม่คาว ซอสที่ราดก็รสชาติดี อร่อยอีกตามเคย



Maki ไส้ Akami กับแตงกวา กว่าจะมาถึงก็จุกกับคำก่อนๆซะจนทานเกือบไม่ลงแล้ว



มาถึงคำสุดท้ายที่ทางร้านให้เราเลือกได้เองตามใจชอบจากเมนู คิดหนักมากว่าจะสั่งอะไรดี พิมมิยะเครียดยิ่งกว่าเวลาทำข้อสอบซะอีก ฮ่า~



นาโอะกับเอสซังเลือก Ootoro (ของแพงที่สุดในร้าน อิอิ) ส่วนของพิมมิยะในที่สุดก็ตัดสินใจเลือก ​Botan ebi หลังจากลังเลอยู่นานมาก เนื่องจากเอสซัง ซูชิพีเดียของพวกเราบอกว่าหาทานยากนะ และแล้วก็อร่อยสมคำแนะนำ ^^



ร้านนี้อยู่ข้างในตลาดปลา Tsukiji เลย ถ้าใครมีโอกาสได้แวะไปและพอจะมีเวลาเหลือ แนะนำอย่างแรงค่ะ รับรองว่าอร่อยคุ้มกับเวลารอคอยจริงๆ ไม่เหมือนร้านที่รีวิวไปในเอนทรี่ก่อนหน้านี้ อันนั้นชิดซ้ายไปเลย ถ้านับว่าต้องรอเป็นเวลาเท่ากัน (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว หากใครไม่เห็นด้วยก็ขออภัยนะคะ) 

สรุปว่าวันนั้นเรา 3 คนต่างก็อิ่มอกอิ่มใจกันถ้วนหน้า ถึงขนาดนาโอะกับเอสซังพูดว่า ต่อไปนี้คงจะทานซูชิร้านอื่นไม่อร่อยอีกเลย (ลิ้นไฮโซขึ้นเรื่อยๆนี่เองเนอะ ฮ่า~) สงสัยคราวต่อไปคงต้องเป็นร้านซูชิระดับมิชลินสตาร์ซะแล้ว หุหุ :P




ピム宮 ~ pimmiya

1 comment:

  1. สัญญากับคุณผู้ชายไว้ว่า ถ้าไปโตเกียวอีก ก็จะไปกินอีก รอสองชม.อีกก็จะรอ เอิ้ก

    ReplyDelete