Monday, 21 May 2012

Ladurée

สวัสดีค่ะ พิมมิยะหายหน้าไปปฏิบัติภารกิจซะนาน ครั้งนี้เลยจะขอจัดเต็มให้สมกับที่ห่างหายไปจากบล็อกด้วยการพาชิมอาหารอร่อยๆในปารีสพร้อมกับเพื่อนเลิฟอีก 4 คน ซึ่งจะขอเร่ิมต้นซีรีย์ปารีสด้วยการพาคุณผู้อ่านไปชิมขนมอร่อยๆจาก Ladurée ร้านดังที่ตอนนี้มีสาขาไปแล้วทั่วโลก สาขาที่พิมมิยะกำลังจะพาไปเป็นสาขาแรกของลาดูเร ซึ่งรับรองได้เลยว่าเราจะได้ลิ้มรสความอร่อยจากต้นตำรับกันเลยทีเดียวค่ะ

Ladurée สาขาแม่ตั้งอยู่ที่ rue Royale ซึ่งอยู่ระหว่างทางจากที่พิมมิยะกับเพื่อนๆเดินจาก Place de la Concorde ไปยังโบสถ์ Église de la Madeleine เดิมทีร้านนี้เปิดตั้งแต่ปี 1862 แต่ก็ถูกไฟไหม้ไปในปี 1871 ก็เลยมีการสร้างร้านขึ้นมาใหม่ตรงบริเวณที่เดิม ถ้าของเค้าไม่เด็ดจริงก็คงไม่อยู่ยั้งยืนยงมาถึง 150 ปีหรอกเนอะ


เมนูของทางร้านก็มีทั้งของคาวอย่างพวกออมเล็ต แซนด์วิช สลัด แต่พิมมิยะกับเพื่อนไม่ได้ลองชิม เพราะว่าตั้งใจมาชิมของหวาน โดยเฉพาะมากาฮองของร้านต้นตำรับ เค้าว่ากันว่าร้านนี้เป็นร้านแรกที่คิดค้นมากาฮองในแบบที่เป็นเมอแรงก์ 2 อันมาประกบกันแล้วทาไส้กานาชอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นการแหวกแนวจากมากาฮองแบบเดิมๆที่เป็นแบบเพลนๆ ไม่มีไส้



Mini macaron สารพัดรสที่เพื่อนๆสั่งมา มีทั้งรส Lemon, Chocolate, Raspberry, Pistachio, Vanilla, Salted caramel อันละ 2.20 € สำหรับนั่งทานในร้าน ถ้าซื้อกลับบ้านจะถูกกว่านี้หน่อยค่ะ


อันนี้ไส้ Salted caramel ค่ะ ไส้เยิ้มๆๆ เพื่อนสาวตันตันปลาบปลื้มรสนี้มว้ากกกก


เทียบไซส์มากาฮองปกติ (5.70 €) กับมินิมากาฮอง อันใหญ่นี่เป็นรสวานิลลา ของโปรดของคุณถุง ซึ่งเจ้าตัวย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องอันหย่ายๆ เท่านั้นถึงจะสะใจ!!


ของพิมมิยะสั่งอันนี้มาค่ะ หนึ่งในเมนูดังของร้าน Ispahan (9.90 €) ผลงานการสร้างสรรค์ของ Pierre Hermé พ่อมดแห่งวงการขนมหวานที่เดิมเป็นเชฟขนมให้ลาดูเร ก่อนที่จะดังแล้วแยกวงไปเปิดร้านของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีเมนูนี้บรรจุอยู่ในร้านของเค้าด้วย แล้วปัจจุบันนี้ Ispahan ระหว่าง Ladurée กับ Pierre Hermé ของใครจะเร่ิดกว่ากัน พิมมิยะขออุบไว้ก่อน เดี๋ยวไว้เอนทรี่ Pierre Hermé จะเฉลยนะคะ


Ispahan เป็นมากาฮองที่ผสมผสานกันระหว่างกุหลาบ ลิ้นจี่ และราสพ์เบอร์รี่ ฟังดูแล้วอาจงงว่าจะไปเข้ากันได้ไง เอามากาฮองกลิ่นกุหลาบมาสอดไส้ด้วยครีมรสกุหลาบ พร้อมลิ้นจี่และราสพ์เบอร์รี่สด แต่มันเป็น combination ที่เข้ากันมากเลยค่ะคุณผู้อ่านขา พิมมิยะว่าคนคิดเมนูนี้ขึ้นมานี่อัจฉริยะจริงๆ อยากจะกราบงามๆซักที ขอบคุณมงสิเออร์ปิแอร์ แอร์เม ที่ทำให้มีของอร่อยแบบนี้ให้พวกเราได้กินกัน (อ๊ะ ลืมไปค่ะว่ากำลังแนะนำลาดูเรอยู่ ไม่ใช่อีกร้าน แหะๆ)


และความบ้าเห่ออะไรแบบกุหลาบๆก็ทำให้พิมมิยะสั่งน้ำชากานี้มาชิม Thé á la Rose (6.90 €) แค่ชื่อก็ฟ้องแล้วแหละค่ะว่าเป็นชากุหลาบ ตามเมนูเค้าบรรยายไว้ว่าเป็น Black China and Ceylon tea with aromas and rose petals กานี้หอมมาก พิมมิยะเสียดายมากจนคุณชาย J ยุให้พิมมิยะมุบมิบเก็บถุงชาในกาใส่ถุงกลับโรงแรมไปชงกินต่อ พิมมิยะเลยทำจริงๆค่ะ (ทำไปได้ไงก็ไม่รู้ น่าเกลียดจริง เหตุจากความงกล้วนๆ ฮ่า~) ให้คิดดูนะคะ ขนาดเอากลับไปชงอีกรอบก็ยังหอมมากอยู่เลย


รอบนั้น J สั่งชา Thé á la Vanille -- Strong and fruity Darjeeling and Assam tea, flavoured with vanilla oil (6.90 €) ชากลิ่นวานิลลามาชิม กานี้ก็หอมมากอีกแล้วค่ะ แต่พิมมิยะก็ยังชอบชากุหลาบมากกว่าอยู่ดี ส่วนคุณถุง หนุ่มผู้ชื่นชอบกาแฟก็สั่ง Café aromatisé chaud -- Hot flavoured coffee กล่ิน Salted caramel (5.60 €) ถ้วยนี้ก็หอมอร่อยมากเลยค่ะ ขนาดปกติพิมมิยะทานกาแฟเยอะๆไม่ได้ ยังอดใจไม่ไหวแอบจิบไปซะเยอะเลย อิอิ

เนื่องจากของเค้าดีจริง เราก็เลยต้องจัดซ้ำซักมื้อก่อนจะอำลาปารีส คราวนี้ J เค้าสั่ง Chocolat Chaud Ladurée (6.90 €) ชอคโกแลตร้อนๆ อร่อยมากอีกแล้ว รสชาติเข้มข้นถูกอกถูกใจคนสั่งและคนแย่งชิมเป็นยิ่งนัก ส่วนคุณถุงโดนพิมมิยะยุให้สั่งกาแฟที่เอาชื่อร้านมาตั้ง คือ Café Ladurée (4.20 €) แต่อันนี้รสชาติน่าผิดหวังไปหน่อย อุตส่าห์ใช้ชื่อนี้แล้วเชียว คุณถุงเลยต้องย้ำแค้นด้วยการสั่ง Café aromatisé chaud ถ้วยโปรดมาสั่งลาปารีสอีกแก้วนึง ซึ่งก็อร่อยเหมือนเคยค่ะ


ส่วนพิมมิยะทีแรกตั้งใจจะสั่ง Thé ​Marie-Antoinette -- Delicious China tea mixed with essential oil of of subtle citrus fruit, rose and jasmine flowers flavour, scatterd with small pieces of dried fruit and honey (6.90 €) แค่เห็นชื่อและคำบรรยายก็ฟันธงได้ทันทีว่าอันนี้ต้องเป็นชาที่อลังการที่สุดในร้าน แต่ตันตันเพื่อนรักดันอยากชิมเหมือนกัน พิมมิยะเลยเปลี่ยนไปสั่ง Thé Mille et une nuits -- Green China tea flavoured with mint, ginger, orange blossom and rose (6.40 €) มาลองแทน ปรากฏว่าของพิมมิยะอร่อยกว่าค่ะ ฮ่า~ (แอบเยาะเย้ยเพื่อน อิิอิ) เป็นชาจีนกล่ินออกแนวแบบว่าเหมาะกับช่วงฤดูใบไม้ผลิย่างเข้าสู่ฤดูร้อนมาก หอมชื่นใจ จิบแล้วจินตนาการเห็นภาพสวนดอกไม้ลอยอยู่ในหัวเลย

ต้องยอมรับว่าเวลาจิบชาพร้อมๆไปกับเล็มมากาฮองทีละน้อยนี่มันเข้ากั๊นเข้ากันจริงๆค่ะ เหมือน 2 ส่ิงนี้เกิดมาเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน และแน่นอนว่ามากาฮองของ Ladurée ก็อร่อยซะจนทุกคนต้องซื้อใส่กล่องหิ้วกลับเมืองไทย แต่รายละเอียดความอร่อยพิมมิยะขอแปะไว้ก่อนนะคะ เอนทรี่นี้ชักจะยาวไปซะแล้ว ขอเก็บไปเล่าเรื่องมากาฮองอีกตอนนึงเลยดีกว่า

ขอปิดท้ายด้วยดิสเพลย์น่ารักๆของร้าน

และของกระจุ๊กกระจิ๊กที่ทางร้านก็ยังอุตส่าห​์ทำมายั่วลูกค้าอย่างเราๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า กล่องใส่เครื่องประดับ พวงกุญแจ ฯลฯ น่ารักมากมายค่ะ แต่แพงเกิ๊น พิมมิยะสู้ไม่ไหวนะค้า :D

Ladurée Royale
16 rue Royale 75008 Paris


ピム宮 ~ pimmiya

3 comments:

  1. อยากกินฟรัวการ์22 May 2012 at 12:32

    แล้วจริงๆนี่ ตัวมากาฮองรสชาติเป็นยังไงครับ หวานกรอบ หรือว่า นุ่มๆมันๆ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ใจเย็นๆนะคะ ขอแปะโป้งไว้ก่อน เดี๋ยวมารีวิวมากาฮองแบบเน้นๆอีกที

      Delete
  2. มากาฮองยักษ์!!!

    ReplyDelete